วันเดียวเที่ยวดูสัตว์น้ำ

Nature always wears the colors of the spirit.

Ralph Waldo Emerson

หาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ แบบง่าย ๆ สะดวก ไม่เคยไปมาก่อน สุดท้ายมาลงตัวที่ SEA Life Bangkok ที่สยามพารากอน เราซื้อตั๋วลด 30% เงื่อนไขคือไปวันธรรมดาก่อนเที่ยง สบายมาก ขนาดวันธรรมดาคนก็ยังเยอะพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

คนรีวิวกันเยอะมากอยู่แล้ว เรารีวิวสั้น ๆ ละกัน

  • ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับบรรดาสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เขารวบรวมมาให้เราดู
  • กว่าจะเดินครบทุกจุด ใช้เวลาพอสมควร แนะนำให้นั่งพักแถวตู้ปลาใหญ่ ๆ เพลินดี
  • ข้างในมืด ถ่ายรูปไม่ง่าย แต่มือถือที่ใช้ก็พอได้อยู่
  • แม้จะมืด แต่พื้นเรียบ wheelchair เข้าได้ ผู้สูงอายุก็เดินสะดวก
  • ที่เราชอบมากกลับไม่ใช่สัตว์ใหญ่อย่างฉลาม หรือปูยักษ์ แต่เป็นบรรดากุ้งตัวเล็กตัวน้อย ที่สีสวยงาม และมีรายละเอียดตามตัวมากมาย ม้าน้ำที่ค่อย ๆ ลอยละล่องไปเรื่อย ๆ รวมทั้งน้องเพนกวิน ที่ชอบมาหยอกเล่นริมตู้กระจกกับเด็ก ๆ น่าเอ็นดู
  • เดินเข้ามาข้างในแล้ว เดินดูได้  เขาไม่ได้จำกัดเวลา แต่เข้าใจว่าปิดสองทุ่มนะ
  • ร้านกาแฟตรงด้านในใช้ได้นะ ไม่แพงมากนัก หิวน้ำหิวขนมซื้อทานได้
  • เดินเรื่อย ๆ เราคิดว่า มีสองชั่วโมงน่าจะกำลังดี
  • โดยสรุป สมควรไปนะ เราว่า

เกาะสีชัง – เรียบง่าย สงบ งดงาม

The only source of knowledge is experience.

— Albert Einstein —

ต่อจากโพสต์ที่แล้ว เราค้างบางแสนหนึ่งคืน นั่งมองวิวทะเลเห็นเกาะสีชังอยู่ไกล ๆ พ่อบอกว่า เกาะสีชังอยู่แค่นี้ แต่ยังไม่เคยไปเลย  ok ไปได้ค่ะ ไม่เคยไปเช่นกัน

check out ออกจากที่พักประมาณ 10 โมงเศษ ก็มุ่งหน้าไปท่าเรือจรินทร์ เนื่องจากเกาะลอยปิดปรับปรุง สอบถามผู้คนแถวนั้น คาดกันว่า คงอีกเป็นปี กว่าเกาะลอยจะเปิด ท่าจรินทร์จริง ๆ แล้ว เป็นสะพานปลา แต่นำมาเป็นท่าเรือโดยสารชั่วคราวระหว่างที่เกาะลอยปิดการใช้งานอยู่ ไม่มีที่จอดรถที่ท่า เราแวะถามแม่ค้าขายกาแฟแถวนั้น แนะนำให้หาที่จอดรถด้านนอก เราได้ที่จอดตรงทางเข้าไนท์บาร์ซาร์ แล้วเรียกตุ๊ก ๆ ไปท่าจรินทร์ ค่าตุ๊ก ๆ 60 บาท ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ

ไปถึงท่าเรือจรินทร์ 10.58 น. เหลืออีกสองนาทีเรือจะออก ได้ยินเสียงแตรเรือดังลั่น ซื้อตั๋วแล้วรีบลงเรือ แต่รีบไม่ได้ดั่งใจ เพราะทางลงเป็นบันไดไม้พาดที่มีราวข้างเดียว สูงและชัน (สูงสักสองเมตรกว่า ลาด 45 องศา) จนคิดว่า แม่จะลงอย่างไรไหว คนเรือและคนที่ท่าเรือให้กำลังใจกันมากว่าลงได้ แล้วก็ช่วยกันจับช่วยกันประคอง จนแม่สามารถลงเรือได้สำเร็จ ขอขอบคุณอีกครั้งมา ณ ที่นี้

ค่าตั๋วเรือโดยสารคนละ 50 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ก็ถึงเกาะ กลางทะเลก็มีเรือให้ชม มีนกให้ดูเป็นระยะ ๆ

พอถึงท่าเรือที่ฝั่งเกาะสีชังนี้ ทางขึ้นสะดวกกว่ามาก ขึ้นมาก็พบกับบริการรถสกายแล็ปนำเที่ยว คันละ 250 บาท บอกพี่คนขับว่า ไปแบบที่ไม่ต้องเดินลำบากมาก แม้จะใกล้แปดสิบแล้ว พ่อยังเดินไหว แต่แม่คงไม่ไหวด้วย

พี่คนขับพาไปที่แรกคือไปไหว้พระทำบุญที่ศาลเจ้าด้านล่าง มิได้ขึ้นไปศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ด้านบนเพราะขึ้นลำบาก แต่ก็ได้แวะจอดให้พวกเราได้ไหว้สักการะท่านจากด้านล่างก่อนถึงศาลเจ้าเล็กที่เราไปทำบุญโลงศพ เจ้าหน้าที่ในศาลเจ้าที่ดูแล้วอาจะเป็นจิตอาสา อธิบายขั้นตอนและให้ความช่วยเหลือให้เราสามารถไหว้และปักธูป ตีกลอง ตีฆ้องได้ถูกต้อง และช่วยดูแลแม่ด้วย ขอขอบคุณอีกครั้งเช่นกัน

ต่อจากศาลเจ้า ก็ไปที่ช่องเขาขาด ชมวิวอันสวยงามสงบเงียบ แบบที่เห็นกันคุ้นตาตามรีวิวต่าง ๆ บนเน็ต จากนั้นเราก็เริ่มหิวน้ำ อ่านเจอว่ามีร้านเจ็ดสิบเอ็ดบนเกาะ จึงขอให้พี่คนขับพาไป พี่เขาพาไปจอดหน้าร้านนี้ อืมมม เปลี่ยนใจอุดหนุนร้านนี้ดีกว่า

มีความประทับใจร้านส่วนกี่เบเกอรี่นี้เป็นอย่างมาก คุณน้าเจ้าของร้าน ขายของอยู่คนเดียว เราสั่งกาแฟสามแก้ว ขนมปังเนยน้ำตาลนมหนึ่งจาน ขนมปังสังขยาหนึ่งจาน ทั้งหมด 85 บาท ทิปไป 15 บาท คุณน้าไม่รับ บอกว่า ตรงไปตรงมา คือเก็บเงินตามราคาเท่านั้นพอค่ะ  คุณน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขอเข้าห้องน้ำก็ยินดีให้ใช้ได้เต็มที่

ร้านนี้เปิดมานาน ยังคงเก็บข้าวของเก่า ๆ ไว้ ตามภาพ สรุปว่าร้านเจ็ดสิบเอ็ดไม่ได้รับการอุดหนุนจากเราในวันนี้ ขอให้คุณน้าขายดียิ่ง ๆ ขึ้นไปนะคะ สังขยาหอมไข่แดงมากค่ะ

 

สถานีต่อไปคือสะพานอัษฎางค์ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน สะพานแห่งนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เห็นหลายคนเขียนว่าเป็นสะพานแห่งรัก ไม่รู้เหตุผล แต่บอกได้ว่าเข้าไปรู้สึกโรแมนติค สถานที่ก็ร่มรื่น แม้เราจะไปเยือนกลางแดดเปรี้ยง  ในเขตพระราชฐานนี้มีจุดท่องเที่ยวอีกหลายจุด แต่ไม่ได้เดินไป เพราะพ่อกับแม่เริ่มเหนื่อย

สุดท้ายก่อนกลับไปท่าเรือ คือ พ่ออยากชมชายหาดของเกาะสีชัง พี่คนขับจึงพาไปหาดถ้ำพัง ซึ่งพี่เขาเล่าว่าบางช่วงนักท่องเที่ยวเต็มหาดทั้งไทยและต่างประเทศ เราไปวันธรรมดา หาดจึงดูเงียบสงบดี หาดนี้เป็นหาดเดียวในเกาะที่สามารถเล่นน้ำได้

กลับมาขึ้นเรืออีกครั้ง ค่าเรือขากลับก็ 50 บาทเท่ากับขามา ตอนกลับขึ้นฝั่ง ก็มีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ใจดีทั้งในเรือและบนท่าช่วยกันพาแม่ขึ้นจนสำเร็จ ก็ขอขอบคุณอีกครั้งเช่นกันค่ะ

ขอบคุณที่สุดคือพ่อ ที่ชวนเที่ยว และดูแลแม่เป็นอย่างดีตลอดการเดินทางนี้ ขอบคุณแม่ที่ไปไหนไปกันค่ะ

 

 

เที่ยวทะเลใกล้ ๆ ที่ไม่เคยไปมาแสนนาน – บางแสน

“Wherever you go, go with all your heart.”

                                     — Confucius —

ตั้งใจอยากจะหยุดงานหลายวัน แต่มีเหตุให้เปลี่ยนแผน เหลือวันหยุดสองวัน คิด ๆ ๆ ไปไหนดี ค้น ๆ ๆ ไปที่นี่ล่ะนะ ไม่เคยไปมานานกว่า 30 ปี (โปรดอย่าใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงอายุคนเขียน)

“ดูพระจันทร์ตกน้ำ ตกเมื่อยามราตรี” ถ้าคุ้นเนื้อเพลงนี้ ก็ใช้อ้างอิงอายุได้อีกเหมือนกัน แถมจะตอบได้ด้วยว่า ไปบางแสนนั่นเอง ทะเลที่ในอดีตเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่วันนี้อาจไม่ค่อยเป็นตัวเลือกของใครต่อใครนัก

บางแสนใกล้กรุงเทพฯ มาก เช็คระยะทางด้วย Google Map 108 กิโลเมตรจากบ้าน ขับรถไม่นานก็ถึงที่พักซึ่งก็จองตามที่เห็นรีวิวกันว่า ที่พักหลักพัน แต่วิวเป็นหมื่น  ที่หาดวอนนภา (บอกอย่างจริงใจว่า ถ้าเลือกห้องชั้นเตี้ยหน่อย แล้ว crop ภาพเอา วิวก็หรูใช้ได้ เพราะความสวยงามอยู่ที่มุมของคนมองอย่างที่ใครกล่าวไว้ แต่ถ้าจะให้ดีก็พักชั้นสูง ๆ จะได้หลบเสาไฟ สายไฟ และความจอแจตามถนนริมหาด ส่วนบริการนั้นดีมาก พนักงานสุภาพยิ้มแย้ม อาหารอร่อยและดีเกินราคา) ลองดูวิวแบบ crop แล้วจากห้องนอนตามภาพค่ะ

นั่งชมทะเลไปเรื่อย ๆ ก็เพลินแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ก็เดินชมรอบ ๆ สักหน่อย หาดนี้ชาวประมงทำประมงกัน มีเรือประมงตลอดแนว

เป้าหมายของทริปนี้ อยากมาดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและขอบน้ำ แต่ไม่มีโชค หมู่เมฆพร้อมใจกันมายึดแผ่นฟ้า พระอาทิตย์ก็ขี้อาย หลบหายเข้ากลีบเมฆ ได้แต่ภาพทะเลสีเงิน ๆ

 

สักวันจะกลับมาตามหาภาพทะเลสีส้ม ณ ที่นี้