The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (4)

“If you want to walk fast, walk alone. If you want to walk far, walk together.”

– African Proverb

I had been busy before the trip. So, I had not prepared the itinerary. What I knew was my destinations were Rome, Pisa and Florence. For Florence, many people told me that I would never regret to visit there.

ก่อนที่จะออกเดินทางมาโรมนี้ งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาจะเตรียมแผนการท่องเที่ยวเลย รู้แต่ว่า เป้าหมายคือจะต้องเที่ยวโรม ไปปิซา ส่วนฟลอเรนซ์นั้น มีแต่คนเชียร์ว่าควรจะไป ไปแล้วจะไม่เสียดาย

วันแรกของการเที่ยวโรมหมดไปอย่างเพลิดเพลินเพราะมีมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างพี่คิมมาพาเที่ยว จำได้ว่าพี่คิมจบประวัติศาสตร์ เกียรตินิยม เราเลยได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ ไปพอสมควร สำหรับวันที่สองและวันต่อ ๆ ไป   พี่ไม่ว่างเสียแล้ว ต้องทำงานมากมาย ถึงเวลาจะผจญภัยเองกับพ่อสองคน

As you probably read from my first three episodes of my Italy trip,  I spent the first day with my Guide of Honour – Kim.  She was my sister who had degrees in History (Hons). No surprise, she was an excellent  story teller about many historical places. For the second day of my trip and other days, she was too busy working at her job. It was time for father and me to travel together.

 

Hotel Derby

http://www.hotelderby.it/default.asp?lang=ENG

Actually, besides my sister, we had other helping hands. They were the Hotel Derby’s staff. Their service was superb and  they spoke English very well. (I intended not to mention their names or any specific staff since one of staff, that I remembered his name from a review on a website, told me that he was embarrassed to see hi name on that website. He believed that everyone worked well not only him. I did agree. However, I  thought he was the best due to his experience and  English skill.)

 

อันที่จริง นอกจากพี่คิมแล้วเราก็ยังมีผู้ช่วยอีกเป็นพนักงานของโรงแรม Hotel Derby ที่เราพักอยู่ พนักงานให้ข้อมูลและความช่วยเหลือต่าง ๆ ดีมาก พนักงานบางคนให้บริการที่เหนือความคาดหมายมาก ๆ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคน (ตั้งใจไม่เอ่ยชื่อพนักงานคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษ เพราะตอนที่อยู่ที่โน่น เราจำชื่อพนักงานได้คนหนึ่งจากการที่เคยได้อ่าน review บนเว็บไซต์ท่องเที่ยว พนักงานบอกว่า รู้สึกประหม่าพอสมควร ที่เห็นชื่อตัวเองบนรีวิว จริง ๆ แล้ว เพื่อนร่วมงานทุกคนตั้งใจทำงานมาก ๆ ไม่ใช่เฉพาะเขาคนเดียว อันนี้ก็เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับว่าพนักงานคนนี้มีความรู้ที่จะช่วยเหลือแขกที่มาพักได้มากกว่าคนอื่น อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์เยอะและภาษาดี)

Not only the friendliness of its staff, but the hotel also provided big and comfort room, elevator and free wifi . Room rate included breakfast was reasonable. Breakfast was quite good. They served ham, fruit, croissant (yummy), cracker, bread yogurt, hot and cold coffee and a few kinds  juice. Well, if you wanted cappuccino, you just told the waiter and no extra charge.

โรงแรมที่เราพักนี้นอกจากพนักงานจะบริการประทับใจ อัธยาศัยดีแล้ว  ห้องพักก็ใหญ่ สะดวกสบาย มีลิฟท์ และฟรีไวไฟ ให้ใช้ด้วย ค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าก็ไม่แพง อาหารเช้าก็มีให้ทานพอสมควร หลัก ๆ ทุกวันก็จะมี  แฮม ครัวซอง (อร่อยมาก) ขนมปัง แครกเกอร์ โยเกิร์ต กาแฟร้อนและเย็น ถ้าอยากดื่มคาปูชิโนก็สั่งได้ แอปเปิล ลูกพรุน  เนย แยม น้ำผลไม้ อิ่มแบบสบาย ๆ  ท้อง

The weakness of this hotel was it was 10 minutes walk from the nearest metro station – Gabartella. However, my father and I did not have problem about its location. Along the way from the hotel to the station there were a good Pizzeria and a good café. It was worth walking 10 minutes.

ข้อด้อยของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับเราและพ่อมากนักก็คือ โรงแรมอยู่ไกลจากสถานีรถเมโทร ต้องเดินประมาณ 10 นาที แต่ระหว่างทางเดินจากโรงแรมไปเมโทรมีร้านขายกาแฟกับขนมปังและร้านพิซซ่าที่อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว

A  Peaceful Day

Walking 6.5 hours yesterday made both father and I had blisters on our feet. Therefore, we  told a hotel staff that we needed a peaceful day and only one or two places should be enough for today. That staff recommended us to visit St. Paul Outside the Walls (Basilica  di San Paolo) which was the second biggest church of Rome (The biggest one was in Vatican) . It was not far walking from the hotel but we had to walk in the opposite direction to the metro and then cross two streets (hope my memory is still good). And from the St. Paul we could take bus or metro to a market not far from Piramide metro station. We believed him and them started walking around 9.00 am. Since we did  not want to get lost, we asked people along the way. It took less than 20 minutes to arrived in to St. Paul.

หลังจากที่เมื่อวานนี้ใช้เวลาถึง 6.5 ชั่วโมงในการสำรวจโรมและเที่ยวชมสถานที่ต่าง จนเท้าพองไปทั้งพ่อและลูก วันที่สองนี้ เราใช้บริการข้อมูลข่าวสารจากพนักงานโรงแรม ให้โจทย์ไปว่า ต้องการเที่ยวแบบไม่เหนื่อยมาก อาจจะไปแค่ที่เดียวก็พอแล้วอยากไปดูตลาดด้วย พนักงานจึงแนะนำว่า น่าจะไปเที่ยวโบสถ์เซ็นต์ปอล หรือซาน เปาโลนะ เพราะเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในโรม เป็นรองแค่โบสถ์ที่วาติกันเท่านั้นเอง แล้วก็เดินจากโรงแรมไปไม่ไกลด้วยแต่ต้องเดินไปอีกทิศที่ตรงข้ามกับทางไปสถานนีรถเมโทร และจากโบสถ์นั้น ก็มีให้เลือกว่าจะขึ้นรถเมล์ไปตลาดซึ่งไม่ไกลจากสถานีเมโทร Piramide หรือ จะขึ้นเมโทรไปแล้วเดินอีกพอสมควรก็ได้ ฟังดูน่าสนใจ ประมาณ 9 โมงเราจึงออกเดินไปโบสถ์เซ็นต์ปอล ตามคำแนะนำ เดินไปเรื่อยๆ ประมาณเจ็ดนาทีก็ถึงถนนใหญ่ ถามทางไปเรื่อย ๆข้ามถนนแล้วเดินต่อไปอีกพอสมควร รวม ๆ แล้วเดินประมาณไม่ถึง 20 นาทีก็ถึงโบสถ์

The church had only a few groups of tourists and it was so quiet. However inside the church it had low light so it was not easy to take photos. Since it was a very big church, we took an hour seeing the beauty of this historic  place.  There were souvenir shop and a small restaurant inside the church.

โบสถ์แห่งนี้ นักท่องเที่ยวไม่มาก บรรยากาศสงบเงียบ แต่ภายในโบสถ์ค่อนข้างมืด ถ่ายรูปยากนิดนึง แต่โบสถ์ใหญ่มากจริง ๆ กว่าจะเดินทั่วก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง มีร้านขายของที่ระลึกและร้านขายอาหารให้แวะพักทานด้วย

From S.Paul, we walked back to Basilica S.Paolo station and took metro to Piramide Station to visit the market. Again, we asked people but they rarely spoke English. The last couple we met told us that we got lost and had to take a bus to another direction. Luckily, I saw a bag of apples in the gentleman’s hand then I asked him where he bought those apples. He said “Oh, you wanted to go to the market!!!  Next corner,you turn left”.  Finally, we arrived into the market.

ออกจากโบสถ์ก็เดินกลับไปขึ้นเมโทรจากสถานี Basilica di San Paolo ไปสถานี Piramide เพื่อจะไปตลาดที่พนักงานโรงแรมบอกว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ หลังจากลงจากเมโทรก็ถามไปตลอดทาง แต่แทบจะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลย ผู้หญิงและผู้ชายที่ถูกเราถามสองคนสุดท้ายก็พูดภาษาอังกฤษน้อยมาก บอกว่าเรามาผิดทางต้องนั่งรถเมล์กลับไป เราเหลือบไปเห็นถุงแอปเปิลที่คุณลุงผู้ชายถือมาก็เลยถามว่าไปซื้อมาจากไหน เขาก็เลยร้อง อ๋อ จะไปตลาดหรือ แล้วไปหัวมุมข้างหน้าก็ตลาดแล้ว ในที่สุดเราก็ไปถึงตลาดจนได้

I was not sure whether we arrived into the wrong market or at the wrong time. There were only few stalls opened. At least there were some fruit stalls and bread shop that we could see Italians went shopping.  My father enjoyed buying fruit. We bought cherries, strawberries, apples and another kind of fruit which we did not know its name. Father asked me to ask my sister for its name. I have not had any chance to ask her.

ไม่รู้ว่าเราไปผิดตลาดหรือเราไปผิดเวลากันแน่ แผงขายของปิดกันเยอะ แต่ก็พอมีเหลือให้เห็นบรรยากาศที่ชาวบ้านมาจับจ่ายผักผลไม้และอาหารอื่น ๆ กันพอสมควร พ่อเลือกซื้อผลไม้อย่างสนุกสนาน ได้เชอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ แอปเปิล และลูกอะไรไม่รู้สีเขียว ๆ ตามภาพ พ่อบอกว่าช่วยไปถามพี่คิมหน่อยว่ามันคือลูกอะไร จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ถาม

After shopping, we went to a pharmacy to find something to heal my father’s feet. A pharmacist told us to use a product of Scholl that supported the feet. It was to relieve the pressure when you walk. We bought it and father thought it worked quite well.

ออกจากตลาดก็แวะร้านขายยา เพราะพ่อเจ็บเท้าที่พองมาก ๆ เภสัชกรบอกว่า ซื้อแผ่นรองการกดทับของ Scholl ไปลองใช้ดูก็แล้วกันไม่ต้องใช้ยาหรอก ซื้อให้พ่อหนึ่งแผ่น พ่อบอกว่าใช้ดีเหมือนกัน

Father had been so tired, then we took metro back to the hotel. Father spent the rest of today sleeping while I was writing lot of postcards. It was easy to buy stamps at the tabacchi (cigarette shop) next to the hotel and the post box was in front of this tabacchi, convenient!!

เนื่องจากพ่อเหนื่อยมาก  เราจึงเดินกลับมานั่งเมโทรกลับมาที่โรงแรม แล้วพ่อก็นอนยาว ในขณะที่เรานั่งเขียนโปสการ์ด (ซื้อมาจากร้านขายหนังสือพิมพ์ระหว่างทางที่เดินเที่ยวกับพี่) แล้วก็เดินไปซื้อแสตมป์ที่ร้านขายบุหรี่ที่อยู่ ใกล้ ๆ โรงแรม แถมตู้ไปรษณีย์ก็อยู่หน้าร้านด้วย สะดวกมาก

มื้อเย็นเราก็ทานกันง่าย ๆ ด้วยมาม่าต้มยำกุ้งที่พกมาจากบ้าน 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published.