ป้ากะน้า ตอน เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

จบตอนที่แล้วไว้แบบนี้ เพราะที่น้าเชื่อว่า ป้าเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ เนื่องจากใน wish list  ของป้าปีนี้ มีสิ่งที่ป้าอยากได้มากคือ เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

โห…ร้านไหนนะ แล้วจะไปซื้อยังไงนะ ถ้าเกิดร้านตั้งอยู่ไกลสุดกู่

ไม่ต้องห่วง ป้าไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น หาชื่อร้านมาให้ป้าก็พอนะ ป้าไปซื้อเอง

แล้วน้าจะหาชื่อร้านมาจากไหนกันนะ

อ่อ ป้าแนะให้ การทำวิจัย มีทั้งแบบปฐมภูมิ และทุติยภูมิ น้าควรทำทั้งทุติยภูมิ โดยพึ่งพาถามไถ่อากู๋ก่อน จากนั้น ค่อยสำรวจแบบปฐมภูมิ คือ ไปถามคนจริง ๆ อีกที

ไหมล่ะ

…คุณค่าของการให้ อยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

อืมม…ไม่ลองไม่รู้นะจ๊ะ

น้าเริ่มลงมือค้นหาด้วยคำค้น เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

ใครบอกว่า อากู๋ ถามได้ทุกอย่างนะ  เรื่องนี้ อากู๋บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ ตอบว่าร้านนี้ฟินบ้าง ร้านนี้น่าไปกินบ้าง เค้กร้านนี้น่ารักบ้าง แถมไม่ใช่อะไรที่เป็นที่สุดในประเทศ ส่วนใหญ่แค่ระดับจังหวัด

ความหวังเลือนลางจากการพึ่งพาอากู๋ ถ้างั้นลองไปสำรวจแบบปฐมภูมิดูบ้าง ทำ Poll บน Line สิ ง่ายและเร็ว

จริงด้วย ถามปุ๊บได้คำตอบปั๊บ ถ้าแข่งกันในเรื่อง  response time บนโลกโซเชียล ประเทศเราคงได้ที่หนึ่ง

แต่ช้าก่อน คำตอบที่ได้นี่สิ

  • ยากนะ เค้กมีหลายแบบ หลายรส
  • ไม่ได้เคยกินทั่วประเทศ จะไปรู้ได้ไง
  • อร่อยของแต่ละคนเหมือนกันปะ อะไรเรียกว่าอร่อย
  • blah blah

สรุปว่า ล้มเหลว ทั้งการเก็บข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ

น้าลองวิเคราะห์ดูว่า สาเหตุของการวิจัยที่ failed fast  ขนาดนี้คืออะไร ได้คำตอบแบบคิดเอง ดังนี้

  • ขอบเขตการวิจัยที่กว้างมาก ตั้งแต่คำว่าเค้ก ที่มีไม่รู้กี่ร้อยชนิด ไปจนถึงประเทศไทย ที่มีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร
  • นิยามของคำว่า “อร่อย” มีความแตกต่างกันอย่างมากสำหรับแต่ละปัจเจกชน จะมองที่ผิวสัมผัส รสชาติ บางคนก็ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ และประโยชน์ต่อสุขภาพ โอ้ว เยอะ!!!…. ยิ่งไปผูกกับตัวแปรคือ เค้กที่มีหลากชนิดแล้ว อะไรเรียกว่า “อร่อย” นะ

การศึกษาเบื้องต้นนี้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำวิจัยคราวหน้า อาจจะเริ่มจากอะไรที่แคบลงมาหน่อย เช่น เค้ก chocolate ที่ไหน อร่อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร โดยนิยามคำว่า “อร่อย”ให้ชัดเจนขึ้น

จะว่าล้มเหลวก็ไม่เชิง  อย่างน้อยการวิจัยนี้ ก็ ใส่ใจ และจริงจัง นะ

ป้ากะน้า ตอน wish list


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


ป้าเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ในขณะที่น้าเป็นคนชอบฟัง ในแต่ละวัน ป้าจึงมักเล่าเรื่องที่ป้าคิดได้สังเกตได้ให้น้าฟัง เผื่อว่าน้าจะได้ประโยชน์บ้าง

ใกล้วันเกิดป้า ป้าก็เริ่มแบ่งปันข้อมูลของขวัญวันเกิดที่ป้าอยากได้ และเริ่มตั้งคำถามว่า เวลาคนให้ของขวัญคนอื่น ตอนเลือกซื้อนั้น เพราะ

…..เราอยากให้ หรือ เขาอยากได้…..

อืมมม …น้าคิดอยู่ตั้งนาน แล้วก็คิดออกว่า น้าเป็นพวกอยากให้ของที่เราคิดว่าดี เพราะคิดว่า ของสิ่งนั้นจะดีสำหรับผู้รับด้วย แต่ก็ลืมคิดไปว่า เขาอยากได้ไหมนะ

ข้อมูลของขวัญที่ป้าอยากได้ ป้าจะทำเป็น  2 บัญชี บัญชีแรก เป็นของที่ป้าอยากได้ แต่ถ้าจะซื้อให้ มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ คงยังไม่พอ ป้าเขาทำบัญชีนี้ไว้ให้ดูเฮ ๆ รายการในบัญชีนี้ แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของป้า เครื่องเพชรบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดหรูบ้าง ว่ากันไป แต่อย่างที่ว่า ทำไว้เฮ มีแต่คนเหล่ตามอง เพราะซื้อไม่ไหว ป้าเขาทำไว้ เพื่อความสุขใจเฉย ๆ

บัญชีที่สอง จะเป็นบัญชีที่ใคร ๆ ก็ซื้อให้ป้าได้ พวกขนม นม เนย มีทั้งไทย จีน ฝรั่ง เฉพาะร้านที่ป้าคัดมาแล้วว่าอร่อย  ถูกลิ้นป้า หรือพวกของใช้จุกจิก ของพวก DIY คิกขุโนเนะ ที่ป้าเอาไว้ทำการฝีมือในวัยใกล้เกษียณ แบบแบงก์ร้อยหนึ่งใบ ยังได้ตังค์ทอนกลับมา

ทำเสร็จแล้วป้าก็ฝากบอกคนที่สนิท ๆ กัน ว่าอยากได้ตามนี้นะ เลือกได้ว่าจะให้อะไรป้า น้าได้รับมาก็แอบคิดว่า อืมมม …ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ของขวัญสักหน่อย หรือนี่จะเป็นเทคนิคการทวงโดยอ้อมนะ

ที่ป้าทำบัญชีนี้ มีศัพท์อย่างเป็นทางการว่า  wish list ที่ในหลายวัฒนธรรมเขาทำกันเป็นปกติ ยิ่งในยุคนี้ เขาทำ  wish list  แบบออนไลน์ ทำเสร็จแชร์บน  social media  ได้เลย

ถ้าให้ของกันตาม wish list คนรับจะได้ของที่ต้องการ ไม่เกิดเหตุที่คนให้ต้องมโนกันหัวแทบระเบิด แต่พอเปิดกล่องออกมา กลับไม่ใช่ คนรับก็อาจต้องพยายามทำหน้ามีความสุข เพื่อที่คนให้จะได้มีความสุขไปด้วย

ซื้อของในบัญชีที่สองให้ ป้าก็สุขใจแล้ว

เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

…..กระมัง

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 3 (จบ)

Gratitude is the sign of noble souls.

–Aesop

การดูแลผู้ป่วยสมองเสืื่อมนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับคนที่ดูแลในหลายด้าน ได้แก่

  • การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคและวิธีการดูแล
  • การมีเวลาดูแลผู้ป่วยอย่างจริงจัง
  • การมีทุนทรัพย์ เพราะค่ายายังคงแพงอยู่มาก
  • การรักษาร่างกายให้แข็งแรง พร้อมที่จะดูแล
  • การมีจิตใจที่พร้อมจะดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้ป่วย

สิ่งที่อาจจะทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยวิตกกังวล และเกิดความเครียดได้สูงมาก น่าจะเป็นกรณีที่ผู้ป่วยมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือก้าวร้าว โดยหลัก ๆ ผู้บรรยาย ได้แนะนำว่า มีสาเหตุอยู่สามส่วนด้วยกัน คือ ผู้ป่วย สิ่งแวดล้อม และผู้ดูแล

ผู้ป่วย

  • อาจเกิดจากร่างกาย เช่น เจ็บไข้ ไม่สบายตัว หิว ท้องผูก อากาศร้อน หรือสมองเสื่อมลง

สิ่งแวดล้อม

  • เช่น เสียงดัง มีคนมาเยี่ยม มีใครมาพูดให้ไม่สบายใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เกิดความเครียดแก่ผู้ป่วยทั้งสิ้น

ผู้ดูแล

  • อาจมีความคาดหวังมากไป มีความเครียด ขาดการพักผ่อน สื่อสารกับผู้ป่วยได้ไม่ดี อารมณ์หงุดหงิด หรือซึมเศร้า แบบนี้ก็สร้างแรงกดดันให้ทั้งตนเองและผู้ป่วยเลยทีเดียว

รู้ปัจจัยแล้ว ก็คงต้องลองสังเกต และหาวิธีลดปัจจัยเหล่านี้ลง เพื่อทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลเองนะคะ


การสื่อสารกับผู้ป่วย

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลมักจะเจอกันทั้งนั้น ทำอย่างไรจึงจะสื่อสารกับผู้ป่วยได้ ที่ไปอบรมมาวิทยากรก็ให้คำแนะนำมามากทีเดียว

  • สร้างบรรยากาศเชิงบวกเวลาจะสื่อสาร ไม่ตำหนิ ไม่พูดจารุนแรง
  • สร้างความสนใจกับผู้ป่วย ต้องสนใจกันและกัน (โดยผู้ดูแลต้องตั้งใจสื่อสาร แบบที่พูดไปตอบข้อความในมือถือไปคงไม่ใช่)
  • พูดช้า ๆ พูดชัด ๆ ค่อย ๆ บอกข้อมูลทีละนิด และอาจต้องพูดซักซ้อมหลายรอบ
  • เวลาพูดให้เห็นหน้ากัน อาจจะสะกิดผู้ป่วยให้หันมามองและตั้งใจฟัง
  • ถามคำถามที่ตอบง่าย ๆ มีตัวเลือกสั้น ๆ จำนวนน้อย ๆ อย่าถามคำถามปลายเปิด
  • ฟังผู้ป่วยทั้งหู ตา และใจ
  • แบ่งกิจกรรมที่จะให้ผู้ป่วยทำเป็นขั้นตอนง่าย เช่น แต่งตัว แบ่งเป็น เลือกเสื้อ ใส่เสื้อ เลือกกางเกง ใส่กางเกง
  • ถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดให้เบี่ยงเบนความสนใจ การถกเถียงกับผู้ป่วย ไม่เกิดประโยชน์อันใด
  • ห้ามสั่ง ใช้วิธีเจรจา เพราะผู้ป่วยอาจเป็นพ่อแม่เรา ลองนึกถึงใจผู้ป่วย เวลาลูกมาสั่ง
  • สังเกตและคุยกับผู้ป่วยให้มาก ให้เวลามาก ๆ
  • ให้กำลังใจในสิ่งที่ทำได้ ชื่นชมเมื่อสำเร็จในแต่ละขั้นตอนหรือเป้าหมายเล็ก ๆ
  • ไม่ตอกย้ำในสิ่งที่ทำไม่ได้หรือทำผิด

ปัญหาที่พบบ่อย

ผู้ป่วยเดินออกจากบ้าน

  • สาเหตุอาจเกิดจากกระสับกระส่าย หรือสับสนทิศทาง ทานของหวานมากไป ทานกาแฟ เครียด กลัว ระแวงคนในบ้าน
  • แนวทางป้องกัน เช่น กลอนซับซ้อนขึ้น มีผ้าม่านบังประตูทางออก มีพรมสีดำวางไว้ที่ประตู ให้ใช้พลังงานในทางอื่น เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น
  • ทำป้ายติดตามเสื้อ ให้สามารถติดต่อญาติได้ หรือลองเลือกใช้ GPS Tracker  ตอนนี้ราคาไม่แพงแล้ว

ก้าวร้าว กระสับกระส่าย

  • มีสาเหตุ ลองวิเคราะห์สามปัจจัยตามที่ได้เล่ามาข้างบน และแก้ที่สาเหตุ
  • ควรสำรวจและนำอาวุธให้ห่างไกลผู้ป่วย หากเป็นมากควรปรึกษาแพทย์

ถามซ้ำ ๆ 

  • ผู้ดูแลต้องไม่หงุดหงิด
  • เบี่ยงเบนให้ทำอย่างอื่น
  • ไม่บอกแผนการล่วงหน้าที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลและถามซ้ำ ๆ

หวาดระแวง ประสาทหลอน

  • เช่น บอกว่ามีผี หรือเงินหาย
  • ไม่ต่อต้าน อย่าบอกว่า ไม่จริงหรือไม่มี ถ้าคิดว่าเงินหาย อาจใส่เงินไว้ในกระเป๋าเล็กน้อย ตลอดเวลา ถ้ากลัวผีเราไปกอดและนั่งเป็นเพื่อน

กลางคืนไม่นอน นอนกลางวัน

  • เช้า พาไปตากแดด กลางวันเปิดหน้าต่างหรือไฟให้สว่าง ตอนเย็นออกกำลังกายพอควร ตอนนอนปิดไฟ สร้างบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การนอน
  • หากเป็นมากควรพบแพทย์ การใช้ยาช่วยหลับควรเป็นทางเลือกท้าย ๆ

ไม่ยอมอาบน้ำ

  • ให้หาสาเหตุก่อน เช่น น้ำร้อนไป เย็นไป อายลูกไม่อยากให้ลูกช่วยอาบ
  • เจอสาเหตุแล้วก็แก้ไขที่ตรงเหตุนั้น

พฤติกรรมทางเพศ

  • ไม่ให้มีสิ่งเร้า
  • ให้กอดตุ๊กตา ของเล่นประเภมหมอน หรือผ้าห่มนุ่ม ๆ
  • อาจต้องบอกให้หยุด โดยใช้เสียงที่มั่นคง ไม่แสดงอารมณ์โกรธ หรือหงุดหงิด

จากการที่ผู้ป่วยจำอะไรมิค่อยได้ แล้วก็อาจจะช่วยเหลือตนเองได้น้อยลงเรื่อย ๆ ผู้ดูแลจึงมีความสำคัญมาก ในการที่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในการอบรมครั้งนี้ นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว เรายังได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์กับผู้ดูแลผู้ป่วยท่านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนมาอบรมด้วยใจที่ต้องการดูแลผู้ป่วยให้ดี ซึ่งใจนี้เองที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน และการดูแลก็จะสำเร็จได้ด้วยใจ

ความรักและความกตัญญู จะเป็นพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงให้ผู้ดูแลสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้สติเป็นหลักนำทาง และหากเหนืื่อยล้า ผู้ดูแลก็ต้องพักบ้าง เพื่อที่จะสะสมพลังกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป เพื่อคนที่เรารัก ผู้ซึ่งครั้งก่อนในยามที่ยังไม่เจ็บไข้ ได้คอยดูแลเราดั่งแก้วตาดวงใจเสมอมา

ขอขอบคุณผู้จัดอบรม และขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกคนค่ะ

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 2

Yesterday is but today’s memory, and tomorrow is today’s dream.

–Khalil Gibran

มาถึงเรื่องโรคอัลไซเมอร์ที่คนมักเรียกแทนโรคสมองเสื่อม ทั้งที่จริงแล้ว โรคอัลไซเมอร์นี้เป็นประเภทหนึ่งของโรคสมองเสื่อมเท่านั้น (เดาว่าชื่อโรคอัลไซเมอร์นี้ ดังเพราะอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง)

โรคอัลไซเมอร์ เป็นอย่างไร

  • เกิดจากการเสียเซลล์ในสมองหรือเสียการสร้างสารสื่อนำประสาท เช่น Acetylcholine
  • ส่วนใหญ่จะไม่ใช่กรรมพันธุ์
  • แต่ต่อให้เป็นกรรมพันธุ์ ก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล (จริงไหม) (จากสถิติพบว่า หากผู้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ก่อนอายุ 65 ลูกมีความเสี่ยงมากหน่อย แต่ถ้าเป็นหลังอายุ 65 ลูกเสี่ยงเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น)
  • อาการของโรค มีสามระยะ ระยะแรกพอช่วยตนเองได้ ระยะกลางจะช่วยตนเองไม่ได้ และระยะสุดท้ายคือนอนติดเตียง
  • ระยะเวลาเฉลี่ยของโรคประมาณ 8-10 ปี (รู้ประมาณการแล้ว ผู้เป็นลูกหลานที่ต้องดูแลผู้ป่วย จัดลำดับความสำคัญของชีวิตให้ดีนะคะ) 

    โรคอัลไซเมอร์ รักษาได้ไหม

  • ณ ปัจจุบัน ยังรักษามิได้ แต่ชะลอให้สมองเสื่อมช้าได้ รวมถึงควบคุมอาการทางจิตและพฤติกรรมได้
  • ยาที่ใช้รักษามีราคาสูง ยาจะไปช่วยให้สารสื่อประสาทในสมองถูกทำลายทิ้งน้อยลง
  • แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้สารสื่อประสาทจะถูกทำลายน้อยลง แต่เซลล์สมองก็ยังคงตายไปเรื่อง ๆ ดังนั้น อาการก็จะยังคงแย่ลงตามเวลาที่ผ่านไป
  • อย่างไรก็ดี จากสถิติ คนไข้ที่ได้รับยามีอาการดีกว่าไม่ได้รับยา
  • ยาที่ได้รับอาจมีผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้อาเจียน  บางครั้งก็หลีกเลี่ยงด้วยการใช้ยาแปะแทน จะได้ไม่ผ่านทางเดินอาหาร แต่แผ่นแปะก็อาจทำให้เกิดผื่นแดงได้ ร้อยละ 20
  • ตัวอย่างยา เช่น Donepezil, Rivstigmine, Galantamin, Memantine
  • วิตามิน E วิตามิน C  ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าช่วยรักษาโรค

จะป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร

ท่อนนี้ อาจจะสนใจกันมากว่า จะป้องกันอย่างไร  คำตอบคือ ต้องป้องกันในหลายด้าน

อาหาร

  • ทานอาหารที่มี Omega 3
  • ทานผัก ผลไม้
  • หลีกเลี่ยงของหวาน ของมัน

ร่างกาย

  • ออกกำลังกาย อย่าเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ
  • ออกกำลังกายแบบสะสมได้ รวมแล้วให้ได้  150  นาทีต่อสัปดาห์
  • ลดน้ำหนัก อย่าให้น้ำหนักเกิน
  • รักษาและระมัดระวัง โรคความดัน ไขมันสูง เบาหวาน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ทานเหล้า
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

สมอง

  • ทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับสมอง เช่น ฟังดนตรี เล่นเกม นั่งสมาธิ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

จิตใจ

  • อย่าเครียด
  • ไม่ซึมเศร้า
  • มองโลกในแง่ดี
  • มีงานอดิเรก มีสังคม

ตอนต่อไป เราจะมาเล่าสู่กันฟังถึงปัญหาที่พบบ่อยในการดูแลผู้ป่วย และแนวทางสำหรับการดูแลผู้ป่วยกันค่ะ

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 1

Memory… is the diary that we all carry about with us.

                               — Oscar Wilde

กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้ลางานไปอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ที่ไปเพราะอยากได้ความรู้ ให้มั่นใจว่า เราจะสามารถดูแลแม่ได้อย่างเหมาะสม พอไปแล้วนอกจากจะได้ความรู้ยังได้รับรู้ประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ดูแลในครอบครัวอื่น ๆ ที่มีผู้ป่วยเหมือนกับบ้านเราด้วย วันนี้พอมีเวลา จึงได้เขียนบันทึกไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวอื่นบ้างไม่มากก็น้อย

เริ่มจากความรู้ทางวิชาการเพื่อทำความเข้าใจเรืื่องโรคสมองเสื่อมกันก่อน

(ขอ disclaim ว่า บทความนี้ไม่ใช่บทความทางการแพทย์ แต่เป็นบันทึกย่อที่เราจดไว้ ถ้าสนใจความรู้ทางการแพทย์จริง ๆ ขอให้ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมนะคะ)

โรคสมองเสื่อม เป็นอย่างไร

  • สมองเสื่อม (Dementia)  เป็นโรค
  • ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนจะสมองเสื่อม
  • อาการที่พบคือ สูญเสียสมรรถภาพของสมองหลายด้าน ที่เด่น ๆ  คือ “ความจำ” เราจึงมักเห็นอาการหลงลืมก่อน อาจะเริ่มจากหลงลืมเป็นบางครั้ง เป็นบางวัน จนทำให้เราไม่แน่ใจว่าผิดปกติหรือไม่ หรือบางรายก็อาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย
  • ระยะแรกนอกจากหลงลืมแล้ว เราอาจเห็นอาการน้อยใจง่าย กังวล ซึมเศร้า
  • อาการจะค่อยเป็นค่อยไป นานเป็นเดือน เป็นปี
  • เสียความสามารถทางการทำงาน สังคม จนกระทั่งการดูแลตนเอง

 


แล้วโรคสมองเสื่อมต่างจากการหลงลืมตามวัย แบบที่ชอบพูดกันว่า แก่แล้วขี้ลืมอย่างไร ?

หลัก ๆ ก็คือ การหลงลืมตามวัย มักมีอาการน้อย ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน โดยที่ความจำระยะสั้นและการเรียนรู้ใหม่ ๆ จะแย่ลง


สาเหตุของโรคสมองเสื่อม

  1. การเสื่อมสมรรถภาพของเซลล์ (ที่พบบ่อยสุดคือ โรคอัลไซเมอร์) พบได้ประมาณร้อยละ  60
  2. ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (vascular dementia) พบได้ประมาณร้อยละ  30
  3. สาเหตุที่รักษาได้ (treatable dementia)  พบได้ประมาณร้อยละ  10  ได้แก่ การ กินยาบางตัวนาน ๆ การดื่มเหล้า โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง ภาวะโรคซึมเศร้า เนื้องอก อุบัติเหตุ เชื้อโรคในสมอง และที่ช่วงที่ผ่านมาเห็นมีการส่งคลิปต่อ ๆ กัน ก็คือ โรคน้ำเกินในโพรงสมอง

(บางท่านดูคลิปทางไลน์บ้าง ทาง facebook บ้าง แล้วก็คิดถึงผู้ป่วยใกล้ตัวว่า อาจเป็นโรคน้ำเกินหรือเปล่า จากที่ฟังบรรยายมาพบว่า โรคนี้มิได้เจอบ่อย แต่ก็เกิดได้ ให้สังเกตสามอาการ หากมีควบคู่กันจึงค่อยสงสัยโรคนี้ ได้แก่ สมองเสื่อม เดินช้าเดินเซ และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่)

แล้วเมื่อใด จึงจะสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมที่รักษาได้

  • ยังไม่แก่ แต่สมองเสื่อม
  • อาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการทางระบบประสาทอืื่น ๆ เช่น ปวดหัว อัมพาต
  • เกิดอุบัติเหตุ
  • รับประทานยาบางชนิด ฯลฯ

(ถ้าถามเรานะ แพทย์มักจะตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้พลาดโรคที่รักษาได้ก่อน แต่ช่วยกันสังเกตอีกทีก็ดี)


แล้วเมื่อใดควรสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม

  • หลงลืมง่าย แบบไม่ธรรมดา เช่น ขับรถมาแต่นั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน (อืมม แต่แบบนี้มีคนที่เรารู้จักมีอาการอยู่นะ แต่ไม่ยักสมองเสื่อม เป็นพวกขี้ลืมขั้นเทพมากกว่า) เอาแว่นตาไปใส่ไว้ในตู้เย็น เอาเสื้อผ้าไปเก็บในตู้กับข้าว อะไรแบบนี้
  • ทำกิจกรรมที่คุ้นเคย หรือทำเป็นประจำ ไม่ได้
  • มีปัญหาการพูด การใช้ภาษา
  • สับสนเรื่องเวลาและสถานที่
  • ตัดสินใจไม่เหมาะสม
  • ขาดความคิดริเริ่ม ไม่รู้จะทำอะไรดี บางทีก็นอนดีกว่า นอนทั้งวัน
  • อารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป

“ผู้ป่วยสมองเสื่อม เขาไม่ได้แกล้งเป็นโน่นเป็นนี่ หรือแกล้งคนดูแลแต่อย่างใด แต่เขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากเราเข้าใจ ก็จะทำใจได้ และดูแลเขาได้ดียิ่งขึ้น”


โปรดติดตามตอนต่อไป

ปราสาทสัจจธรรม – จากความฝันสู่ความจริง

All our dreams can come true, if we have the courage to pursue them.

— Walt Disney


ไปพัทยาคราวนี้ ที่พักอยู่ใกล้กับปราสาทสัจจธรรม  แบบว่าเดินเล่นที่หาดหน้าโรงแรม ได้ภาพประมาณนี้เลย

ถ้างั้นจะรออะไร ต้องแวะเที่ยวกันหน่อยแล้ว

ปราสาทไม้ทั้งหลังแห่งนี้ สร้างตั้งแต่สิงหาคม  2524  แต่จนบัดนี้ยังสร้างไม่เสร็จ หากสงสัยว่าทำไมจึงนาน คำตอบอยู่ที่ตอนเข้าไปเห็นของจริงนี่แล ทั้งใหญ่และมีรายละเอียดและเรื่องราวในทุกจุด ทุกบริเวณ แถมเป็นงานแกะสลักไม้ทั้งสิ้น ไม่แปลกใจที่ใช้เวลา และแรงงานอย่างมาก ในแต่ละวัน มีคนงานร่วม  300  ชีวิต มาช่วยกันสร้างปราสาทหลังนี้

ก่อนเข้าสู่ตัวปราสาท เรานั่งรถม้าชมรอบ ๆ ได้เห็นการตกแต่งด้านนอกที่ดูยิ่งใหญ่มาก

 

ตัวปราสาทประกอบด้วยห้องโถงกลางและห้องที่มีทางเปิดอีกสี่ห้องตามทิศทั้งสี่ แต่ละห้องจะแสดงปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ซึ่งสรุปตามความเข้าใจของเราเองได้ดังนี้

  • ตัวตนของเราไม่มีอยู่จริง สิ่งที่เห็นเป็นตัวเรา เป็นองค์ประกอบของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ พลังงานที่ใช้ก็เชื่อมโยงมาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว
  • พ่อแม่คือผู้ที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข รักบริสุทธิ์ ไม่ต้องการสิ่งใดจากลูก ต้นแบบของคุณธรรมเริ่มจากครอบครัว คือพ่อแม่ของเรา
  • ตัวเรานั้นเล็กนิดเดียว สุดท้ายก็จากโลกนี้ไป ที่หลงเหลือไว้ ก็คือการกระทำหรือผลงาน อย่างความฝันของเจ้าของปราสาทแห่งนี้ ที่ตั้งใจสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ จนออกมาเป็นความอลังการงานสร้างจริง ๆ

นอกจากการชมตัวปราสาทแล้ว ยังมีการแสดงรำไทยและการต่อสู้แบบไทยให้ชมกันพอสมควร ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป แต่ต้องไปให้ตรงรอบนะคะ สำหรับคนที่ชอบกิจกรรมผจญภัยมากขึ้นกว่าสามารถเลือกขี่ช้างหรือนั่งสปีดโบ้ท ได้ด้วย

ราคาบัตรเข้าชมปราสาท 500 บาท เป็นราคาที่คิดหนักก่อนเข้าชมเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจได้ว่า งานขนาดนี้ ค่าเข้าชมเท่านี้ ไม่แพงเลย แล้วหากเป็นผู้สูงอายุ  75 ปีขึ้นไป ได้ลดครึ่งราคาด้วยนะ แนะนำให้ไปเช้า ๆ นะคะ เพราะจะได้หลบแดด ส่วนผู้สูงอายุที่อาจเดินขึ้นบันไดไม่ไหว เขามีลิฟท์ให้ค่ะ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ดูแลผู้สูงอายุดีมาก ขอขับรถเข้าไปจอดรับส่งด้านในก็ได้ค่ะ

พิเศษสุดสำหรับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชค เราแอบเห็นมีรอยแป้งที่เสาตะเคียนอายุ 600 ปี ที่เป็นเสาเอกของปราสาทด้วยนะ จะบอกให้

ของดี ราคาไม่แพง มีอยู่จริงไหม – ตอน ครัวเรือนเจ้าพระยา มาทีไรก็ไม่ผิดหวัง

Learn to enjoy every minute of your life. Be happy now. Don’t wait for something outside of yourself to make you happy in the future. Think how really precious is the time you have to spend, whether it’s at work or with your family. Every minute should be enjoyed and savored.

— Earl Nightingale


วันหยุดยาว เป็นช่วงเวลาที่ควรมีกิจกรรมร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว การรับประทานอาหารอร่อยร่วมกันแบบสบาย ๆ ในบรรยากาศดี ๆ น่าจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่หลายครอบครัวเลือกจะทำ

ครัวเรือนเจ้าพระยา เป็นร้านที่เหมาะแก่การพาสมาชิกครอบครัวไปทานอาหารอย่างมีความสุข เพราะถูกลิ้น ถูกตา และถูกสตางค์ ชวนให้ถูกใจหลาย ๆ คน

ถูกลิ้น เพราะอาหารที่สั่งมาอร่อยทุกจาน ถ้าอยากทานกุ้งแม่น้ำตัวโต ก็มีให้สั่ง เมนูขึ้นชื่อสุด คือ กุ้งแม่น้ำซอสมะขาม  เราชอบพล่ากุ้ง อร่อยเด็ดเช่นกัน แต่คราวนี้ไม่ได้สั่ง

น้ำพริกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกกะปิ น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกลงเรือ รสกลมกล่อม และราคาดีงามทีเดียว

ปลากระพงทอดราดน้ำปลาก็ทอดได้กรอบ รสชาติลงตัว ไม่ต้องราดน้ำจิ้มก็อร่อยชัดเจน

ส่วนที่ต้องสั่งทุกครั้ง ไม่เคยพลาดได้แก่ แกงคั่ว วันไหนไม่มีหอยขม ก็สั่งไก่บ้านหรือปลาดุกแทน ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ รสละมุน เติมข้าวแล้วเติมข้าวอีก แล้วก็ทอดมันปลากราย ชิ้นใหญ่และหนา ทำได้เหนียวกำลังดี ถูกใจทุกคน

แกงส้มชะอมกุ้งใส่กุ้งแม่น้ำมาตัวใหญ่ไม่น้อย จานนี้ก็รสกำลังดีเหมือนกัน เด็ก ๆ ชอบมาก แต่ถ้าไม่ทานเผ็ดจัด ก็บอกเขาได้ว่า ลดความเผ็ดลงหน่อย ความอร่อยก็ไม่ลดลงนะเราว่า จริง ๆ ก็ไม่ได้เผ็ดมากนักอยู่แล้วล่ะ

เขามีมะพร้าวอ่อนเป็นลูก ๆ ให้สั่งกันด้วย มีของหวานทั่ว ๆ ไป แล้วก็มีไอติมแท่งอยู่ในตู้ให้เลือกหยิบทาน

ส่วนเรื่องของความถูกตานั้น วิวดีอย่างนี้เลย เพราะติดแม่น้ำเจ้าพระยา จะซื้ออาหารไปเลี้ยงปลา ก็เป็นอีกสิ่งที่ชวนเพลิดเพลินได้

ที่ว่าถูกสตางค์ ก็เพราะจากภาพทั้งหมด บวกกับมะพร้าวสองลูก ไอติมสองแท่ง ข้าวและน้ำดื่ม รวมแล้ว 1,295 บาทเอง บอกก่อนว่า อาหารแต่และจานปริมาณไม่น้อย ค่อย ๆ สั่ง ก็ได้นะ ที่เห็นนี้เราทานกันผู้ใหญ่ 5 เด็กไม่เล็กแล้ว 2 เหลือแกงคั่วห่อกลับบ้านนิดหน่อย

ทั้งหมดนี้ ช่างดีต่อใจ


ครัวเรือนเจ้าพระยา ตั้งอยู่ใกล้วัดไก่เตี้ย อำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี ถามอากู๋เพิ่มเติมได้จ้ะ

Hello VAN GOGH บางละมุง – ศิลปสถานที่มักถูกมองผ่านเลย

Love many things, for therein lies the true strength, and whosoever loves much performs much, and can accomplish much, and what is done in love is done well.

—- Vincent van Gogh


เวลาพัทยา คุณไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง เราก็เหมือนหลาย ๆ คน ก่อนไป ก็ต้องพึ่งอากู๋ปักหมุดกันก่อน ว่าจะไปไหนดี แล้วก็พบสถานที่หนึ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

Hello VAN GOGH บางละมุง เป็นที่ที่เราค้นพบ แล้วก็ร้อง ว้าว มีที่นี้ด้วยหรือ จะพลาดได้ไง ศิลปินในดวงใจทีเดียวนะ ปักหมุดเป็นที่แรกเลย เที่ยวก่อนเช็คอินเข้าพักโรงแรม

ไม่ถึงชั่วโมงครึ่งเราก็ถึงที่หมาย ขับไปเรื่อย  ตามที่ map จะพาเราไป  ที่จอดรถมีเหลือเฟือ ครอบครัวเราเป็นลูกค้ากลุ่มเดียว หลังจากที่มีทัวร์มาลงหนึ่งคณะเล็ก แล้วจากไปก่อนหน้าเรานิดหน่อย  หากมองจากข้างนอก อาจมโนไปเองได้ว่า ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ถ้าตัดสินใจซื้อบัตรเดินเข้าไปข้างใน ก็อาจรู้สึกได้ว่า ไม่ควรตัดสินหนังสือด้วยปก

ตรงโถงทางเข้าจะเป็นการแสดงภาพเขียนที่เขาขาย เสียดายที่กล้องมีปัญหา ไม่ได้ภาพมา มีซุ้มรอบ ๆ ให้เราได้ถ่ายภาพกับ  prop ต่าง ๆ ที่มาจากภาพเขียนที่มีชื่อเสียงด้วย

ก่อนเข้าชมด้านใน แวะเข้าห้องน้ำเสียก่อนให้เรียบร้อย สำหรับคนรักวินเซ็นต์ ดูภาพประดับห้องน้ำ ก็น่าจะมีความสุขอยู่ทีเดียว

เข้ามาข้างใน คราวนี้ได้พบกับของจริง ที่นอกจากจะแสดงประวัติของวินเซ็นต์แล้ว ยังมีการเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานศิลปะของเขา ที่รวมถึงผลงานของศิลปินหลายคน  และที่เราชอบและคุ้นตา ก็จะเป็นงานของโมเน่ต์ ที่เขาอุทิศพื้นที่ให้พอสมควร

สิ่งที่ได้สัมผัส มีทั้งภาพเขียน ภาพแอนนิเมชัน การจัดสถานที่อย่างห้องอาหารของโมเน่ต์และห้องนอนของวินเซ็นต์แล้วก็ยังมีเพลงที่เลือกมาอย่างดี ทำให้อิ่มเอมจากการรับชม รับฟัง นำไปสู่ความอิ่มเอมทางใจ

ปิดท้ายด้วยห้องเล่นเกม ที่มีทั้งปาลูกบอลเพื่อดูภาพ และเกมที่ให้เราใช้มือกวาดเพื่อวาดภาพ สนุกไปอีกแบบ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก ที่เราแอบเสียดายว่า ผลงานของวินเซ็นต์ขายหมดไม่เหลือให้เราซื้อ (แต่พนักงานบอกว่า ของจะเข้ามาเร็ว ๆ นี้)

 

สำหรับเราแล้ว บัตรเข้าชมราคา  200  บาท ไม่แพง เพราะดูจะลงทุนไปมาก พนักงานทุกคนก็อัธยาศัยดี ให้การต้อนรับและช่วยเหลืออย่างสุภาพและอ่อนโยน แต่ไฉน คนเข้าชมน้อยมาก

อยากชวนกันไปเที่ยวเยอะ ๆ เขาจะได้อยู่ได้นาน ๆ และเราอาจได้แวะไปซื้อของที่ระลึกของวินเซนต์จริง ๆ ในคราวหน้า

สำหรับคราวนี้ เราได้โพสต์การ์ด Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte by Seurat  มา  ที่พี่ฝรั่งเราชอบมาก งดงาม ใส่กรอบแล้วล่ะ

ของดี ราคาไม่แพง มีอยู่จริงไหม – ตอนหูฟัง 330 บาท

เราเป็นพวกไม่ค่อยกล้าใช้สตางค์มากมายนัก แต่อยากได้ของใช้ที่ราคาไม่แพง ช่วงที่ผ่านมา อยากได้หูฟังที่เสียง ok  ลองถาม ๆ ดู คนรอบข้างซื้อหูฟังกันคู่ละหลายพันบาท

โอว ไม่ใช่เรา ของเราต้องหลักร้อยเจ้าค่ะ

จะหาของดี ราคาไม่แพง ก็ต้องลงแรงทำวิจัย เริ่มตั้งแต่ ถามอากู๋ แล้วตามต่อด้วยการนั่งดูรีวิวบน youtube  ที่เรามั่นใจว่า เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำกันแบบนี้ ชิมิ

ใช้เวลาหลายชั่วโมง จนมาเจอสิ่งนี้

หูฟัง Earbud  รุ่น 3800 MOD GEN 2 Gold Edition ราคา 330 บาท ที่คนที่รีวิวเขาบอกว่า คุ้มมาก สำหรับราคานี้ มี small talk ให้ด้วย

ถ้าดูหน้าตา เราว่าออกจะ  heavy ไปนิดสำหรับผู้หญิง แต่ราคาขนาดนี้ น่าลองมาก รออะไรล่ะ สั่งเลย

ได้ของมาแล้วก็ลองฟัง ๆ ๆ แล้วก็ให้บรรดาผู้ที่มีหูฟังราคาหลายพันช่วยฟัง สรุปได้ว่า เสียง OK  บางท่านแอบกัดว่า นี่ หู ฟังอะไรของเธอ สายหน้าตาราวกับหางจิ้งเหลน

แหม อย่าตัดสินหนังสือด้วยปก อย่ามองสายหูฟัง แล้วเห็นเป็นเรื่องตลกสิคร้า

สุดท้ายเกจิทั้งหลาย ประมาณราคากันที่หนึ่งพันบาท ความดีก็คือ เบสมา เสียงใส แต่ยังไม่พีค เวลาเสียงสูง ๆ

เฮ้ย คุ้มสินะ คุณภาพเกินราคา หูเราไม่ซีเรียสมาก แบบนี้ก็ถือว่าดีงามแล้ว

หนึ่งในบรรดาผู้รีวิวครั้งนี้คือหลานชาย ผู้เปิดเพลงของ Guns ‘N Roses  เพื่อลองฟัง ให้คำแนะนำมาเพิ่มเติมว่า คราวหน้าน้าลองซื้อแบบ in ear  นะ เสียงจะได้มาเต็ม ๆ ตัดเสียงรบกวนได้ดีกว่า

รับทราบจ้า ไว้จะลองใหม่นะจ๊ะ

(ถ้าสงสัยว่าซื้อที่ไหน ซื้อจากร้านเบสหนัก.com จ้ะ มิได้ค่าโฆษณา แต่อยากสนับสนุนคนที่มีความตั้งใจประกอบอาชีพค่ะ หูฟังร้านนี้ฝีมือคนไทย modify เอง เท่าที่เราลองค้นประวัติดูนะ)

My Lamy: ขนาดหัวปากกา Lamy

นอกจากจะซื้อปากกามาฝากแล้ว พี่ยังขอโบร์ชัวร์ปากกา Lamy มาฝากด้วยสองเล่ม

ปกหลังด้านในมีขนาดของหัวปากกา หรือ nib grades พร้อม จุดไข่ปลาให้ทดลองเขียนด้วย เข้าใจว่าคงให้ลองตอนซื้อปากกา แต่พี่เราใช้ Line call มาถามเลยว่าชอบหัวขนาดไหน เรารับสายช้า เกือบชวดซะแร้ว

ปกติเราก็ใช้ F กับ EF เป็นส่วนใหญ่ คือ 0.7 และ 0.5 มม. ตามลำดับ

ในโบร์ชัวร์มีปากกาหลายรุ่นมาอวดโฉมกัน เห็นแล้วก็เกิดกิเลสกันต่อไปจ้า