Indonesia 2017 ตอนที่ 3 เที่ยววังสุลต่านและอุทยานน้ำ

วันรุ่งขึ้น ก่อนบินไปสุราบายา ได้แวะเที่ยวชมวังสุลต่านที่มีชื่อเรียกว่า กราตอน จ๊อกจา  วังไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีต้นไม้ใหญ่ ๆ และก็มีอะไรให้ชมพอสมควรค่ะ  แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า วังเล็ก ๆ นะคะ ใช้เวลาแป๊บเดียวก็ชมทั่วแล้วค่ะ ส่วนสวนน้ำ เราพบนักเรียนศิลปะกลุ่มนึงมานั่งสเก็ตช์ภาพกัน ดูตั้งอกตั้งใจดีมากค่ะ

ส่วนอาหารเที่ยง จัดเต็มไม่แพ้มื้ออื่นเช่นเคยค่ะ

 

จบอาหารเที่ยง ก็เตรียมตัวขึ้นเครื่องไปสุราบาย่า ใกล้ภูเขาโบรโมเข้าไปอีกนิดค่ะ

 

Indonesia 2017 ตอนที่ 2/3 – Borobudur, Mendut และ Prambanan

และแล้วก็มาถึงปรัมบานัน สถานที่ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ไม่เหมือนบุโรพุทโธที่คุ้นเคยกันดี พอเดินเข้ามาในบริเวณปั๊บ ต้องร้อง OMG โห นึกว่าเล็ก ๆ ใหญ่ขนาดนี้เลยหรือนี่ ลองชมภาพความอลังการของหมู่วิหาร 8 วิหารแห่งนี้กันก่อนค่ะ

 

 

 

Prambanan นี้ นอกจากจะเป็นมรดกโลกแล้ว ยังเป็นศาสนสถานของฮินดูที่ใหญ่มาก ๆ เลยทีเดียว มีปรางค์หลายปรางค์ด้วยกัน ข้างในปรางค์แต่ละปรางค์ก็จะมีเทวรูปประดิษฐานอยู่ แต่ละปรางค์ก็ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระอุมาเทวี ฯลฯ ส่วนด้านรอบ ๆ ก็เป็นหินแกะสลักที่งดงามอ่อนช้อย

 

เดินขึ้นเดินลงหลายปรางค์ เก็บภาพมาพอสมควร ก็ได้เวลาไปทานข้าวแล้วกลับที่พัก เตรียมตัวไปจุดหมายถัดไป คือ วังสุลต่านและอุทยานน้ำในช่วงเช้า แล้วค่อยย้ายเมืองเพื่อไปสุราบายา ไปชมไฮไลท์ของทริปนี้คือ ภูเขาไฟโบรโม ที่ยังมีควันปุด ๆ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าถามเรา อลังการที่สุดของวันนี้ ก็คือ ปรัมบานันนี่แล ชอบมากเลยค่ะ

สำหรับอาหารเย็นก็จัดเต็มอีกตามเคย ตามภาพเลยค่ะ

Indonesia 2017 ตอนที่ 2/2- Borobudur, Mendut และ Prambanan

ออกจาก Borobudur ก็แวะทานข้าวก่อน ร้านอาหารบรรยากาศดีทีเดียวค่ะ

อาหารมื้อนี้หลากหลายมาก สังเกตเห็นว่า มีข้าวเกรียบมาเสิร์ฟทุกที่และทุกมื้อเลย เรื่องข้าวเกรียบนี้ ตามข้างทางก็เห็นมีขายอยู่ทั่ว

 

ร้านนี้เขาขาย Postcard ด้วย ใบละ 5000 รูเปียะห์ เราพบทีหลังว่า Postcard ที่ไหน ๆ ที่เราไป ขายราคาเท่านกันหมดเลย ดีจัง

ออกจากร้านอาหารก็มาที่วัด Mendut ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ กับ Borobudur นั่นเอง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่ใหญ่มาก และด้านข้าง เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ลักษณะของพระพุทธรูปจะดูแตกต่างออกไปจากที่เราเห็นในประเทศของเราค่ะ

 

ในบริเวณวัด Mendut นี้ มีต้นไทรที่ใหญ่มาก ๆ อยู่ด้านข้าง นอกจากจะงดงามร่มรื่นแล้ว ยังมีประวัติว่า ต้นแม่นั้นอยู่ที่ประเทศศรีลังกา นัยน่าจะหมายความว่า นำต้นลูกมาจากต้นแม่ที่พุทธสถานอื่นที่สำคัญในศรีลังกากระมัง

ออกจาก Mendut มาขึ้นรถจะไป Prambanan แม่ค้ามาขายของกันใหญ่ ต่อราคากันสนุกสนาน ได้ของมาหลายชิ้นทีเดียว ทั้งเสื้อและผ้าคลุมไหล่ ราคาดีมาก ๆ

Indonesia 2017 ตอนที่ 2/1- Borobudur, Mendut และ Prambanan

จุดหมายแรกของวันนี้คือ Borobudur ซึ่งถือว่าเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ไสเลนทราในชวากลาง สร้างก่อนนครวัดราว 300 ปี  อืมมม เรื่องวิชาการข้ามไปละกันค่ะ เชื่อว่า wiki น่าจะบอกได้ละเอียดกว่า

ตรงทางเข้าเขามี welcome drink ให้  มีป้ายให้เลือกว่าอยากทานอะไร ชา กาแฟ หรือจะน้ำแร่เอ่ย

จากทางเข้ามาเล็กน้อย เราเจอกับต้นไม้ต้นนี้ ที่ชวนให้สงสัยว่าต้นอะไรนะ แล้วต้นนี้ ก็มีความพิเศษ ไกด์เล่าว่า ไม่ได้หากันง่าย ๆ นะ ต้นนี้ชืื่อ  Burahol  ไม่ได้ปลูกกันตามบ้าน  อืมมม ไปต่อที่ wiki น่าจะดี https://en.wikipedia.org/wiki/Stelechocarpus_burahol

และแล้ว ก็เดินมาถึง Burobudur  เราว่า อลังการใช้ได้เลยทีเดียว มาชมภาพกันจ้า  แต่ช้าก่อน ถ้าให้เรา vote ที่นี่ ยังไม่อลังการที่สุดของวันนี้  โปรดติดตามจนจบจ้า

 

ตอนออกจาก Borobudur มา สังเกตเห็นคนขายไม้เซลฟี่เยอะมาก เสียดายไม่ได้เตรียมไว้ก่อน ถ้ายื่นไม้เซลฟี่ออกไป น่าจะได้ภาพมุมเด็ดกว่านี้อีกมากเลยทีเดียว

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ แดดแรงมาก แนะนำให้เตรียมหมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดดแบบจัดเต็ม เพราะเราทั้งดำและลอกมากแล้วจ้า เพื่อนเราพร้อมกว่า แต่กระนั้น เข้าใจว่าก็ยังหน้าแดงนิดหน่อย

Indonesia 2017 ตอนที่ 1 – จากสุวรรณภูมิ สู่ยอคยาการ์ตา

พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราไปเที่ยวอินโดนีเซียกับเพื่อนและคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อน (ปลอมตัวไปเป็นสมาชิกบ้านเข้าตลอดทริป) ว่าไปแล้ว อินโดนีเซีย ไม่เคยอยู่ใน list ของประเทศที่อยากไปเลย แต่ต้องขอบคุณเพื่อนที่ชวน เพราะเป็นประเทศที่มีหลาย ๆ อย่างน่าประทับใจจนต้องแนะนำกันเลยทีเดียว

จุดหมายแรกของเรา คือ เดินทางไปพักที่ยอคยาการ์ตา เส้นทางคือ สุวรรณภูมิ – จาการ์ตา – ยอคยาการ์ตา  บินออกบ่ายสองเศษ ถึงจาการ์ตา เกือบหกโมงเย็น มีเวลา transit สองชั่วโมง นึกว่าจะสบาย ๆ ที่ไหนได้ มีเจ้าหน้ามารอที่ gate เลย เข้าใจว่าเป็นเพราะถ้าจะไปที่ gate ที่ transit นั้น ไกลเป็นกิโล เลยมีเจ้าหน้าที่มารับ ทั้งเดิน ทั้งนั่งรถกอล์ฟยาวนาน กว่าจะไปถึง gate สองชั่วโมงนี้ ไม่มีโอกาสแวะดูหรือซื้ออะไรที่สนามบิน แค่ไปให้ทัน ก็หมดเวลาแล้ว แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกดี

ถึง ยอคยาการ์ตา เกือบสามทุ่ม แต่รอกระเป๋าแป๊บเดียวก็ได้ออกจากสนามบิน มีรถของบริษัททัวร์ที่ติดต่อไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯ มารอรับ เข้าที่พัก อาบน้ำนอน แล้วก็เตรียมตัวไปเที่ยวพรุ่งนี้

คืนนี้เราพักที่ Royal Ambarukmo Hotel  ห้องกว้างและความสะอาดก็ใช้ได้นะคะ แต่มีร่องรอยให้เห็นความเก่าของโรงแรมอยู่บ้าง

ตื่นนอนตอนเช้า เจอวิวนี้จ้า

ทำกิจธุระเสร็จ ก็ได้เวลารับประทานอาหารค่ะ เราว่า ห้องอาหารของโรงแรมนี้ มีอาหารหลากหลาย ตกแต่งได้น่ารักมาก และมีเพลงท้องถิ่นมาเล่นสดให้ฟังด้วย ลองดูภาพนะคะ ว่าน่ารักและน่าทานไหม

น้ำสมุนไพร มีบริการเกือบทุกโรงแรมเลย

อิ่มแล้ว ก็กลับมาเตรียมพร้อมที่ห้องอีกเล็กน้อย แล้วก็พร้อมออกเดินทาง โดยจุดหมายปลายทางของวันนี้คือ  Borobudur , Mendut, และ  Prambanan

ชมเห็ด

หยุดสามวัน ไปไหนดี อากาศก็ร้อน ขี้เกียจก็ไม่เบา แวะเที่ยวใกล้ ๆ บ้านดีกว่า เห็นป้ายกระท่อมเห็ดฟาร์ม (Mushroom Cottage) ตรงซอยเข้าวัดเล่งเน่ยยี่ 2 อยู่บ่อย ๆ ไม่เคยแวะสักที วันนี้ได้ฤกษ์ ขับตรงเข้าไปประมาณหกเจ็ดร้อยเมตร ฟาร์มนี้จะอยู่ซ้ายมือ ตรงข้ามโรงเรียนบางบัวทอง เลี้ยวซ้ายเข้าไปเล็กน้อยก็ถึงเลยค่ะ

ที่นี่เขามีร้านกาแฟที่ขายทั้งเครื่องดื่ม อาหารว่าง เช่น ขนมจีบ คีช และมินิพิซซ่า รวมทั้งอาหารจริงจังอย่างสปาเก็ตตี้  ที่ทุกอย่างมีเห็ดเป็นส่วนผสม ไปถึงก็สั่งเครื่องดื่มกับอาหารก่อน แล้วก็เดินชมฟาร์ม จะได้ไม่เสียเวลา อาหารและเครื่องดื่ม รสชาติโอเคทีเดียวค่ะ พ่อกับแม่เราชอบพิซซ่าเห็ดเป็นพิเศษ ราคาก็โอเคนะเราว่า

พื้นที่ในฟาร์มถือว่าขนาดกะทัดรัด มีโรงเรือนเห็ดหลายโรง ร่มรื่นดีค่ะ เจ้าของพาชม และขยันอธิบายมาก นอกจากชมด้วยตาแล้ว ก็มีผลิตภัณฑ์จากเห็ดจำหน่ายด้วย เช่น แหนมเห็ด น้ำเอ็นไซม์เห็ด น้ำพริกเผาเห็ด น้ำพริกเห็ดฟู เราซื้อไปหลายอย่าง รวมทั้งซื้อก้อนเห็ดกลับบ้านมาเพาะด้วย

 

รวม ๆ ก็เพลิดเพลินดีค่ะ ที่นี่เขาเปิดสอนเพาะเห็ดกับแปรรูปเห็ดด้วย ใครสนใจลองไปเดินเล่นและสมัครเรียนกันได้ค่ะ

The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (9)

We cannot teach people anything;
we can only help them discover it within themselves.
– Galileo Galilei –

Finding Galileo’s Leaning Tower of Pisa experiment

When I told my father that we would visit Italy, father said he wanted to visit Pisa to see the leaning tower, which was the place that his teacher told him that Galileo had an experiment of gravity by dropping to balls. Therefore, the trip to Pisa was the must to recall my father’s memory in childhood.

ตอนที่บอกพ่อว่าจะมาเที่ยวอิตาลีกัน พ่อบอกเลยว่า จะต้องไปปิซานะ ที่มีหอเอนที่กาลิเลโอทดลองโยนอะไรลงมาน่ะ ครูสอนพ่อตอนเด็ก ๆ พ่อจำได้ ดังนั้น ทริปนี้การไปเยี่ยมเยียนเมืองปิซา จึงถือเป็น fight บังคับ

We left the hotel at dawn with two small bags. We left other stuff at the hotel since we would go back and stay overnight at the same hotel before flying back to Bangkok.

เราออกจากโรงแรมตั้งแต่รุ่งเช้าเพราะได้รถไฟเที่ยวหกโมงกว่า ๆ ด้วยกระเป๋าใบเล็ก ๆ สองใบ สัมภาระที่เหลือทิ้งไว้ที่โรงแรม เพราะหลังจากไปปิซาแล้วต่อด้วยฟลอเรนซ์ เราจะกลับมาพักที่โรงแรมเดิมนี้อีกคืนหนึ่ง ก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ

The hotel staff packed breakfast for us, so we could have breakfast on the train. He gave us bread, jam, butter, apricot juice and apples. It was a pity that there was no yummy croissant. Since we left the hotel too early, the croissants had not arrived into the hotel yet. The hotel staff said if we needed more breakfast, he could pack for us. But we thought it should be better not to carry to much food. Too heavy!!!  (If I could turn back the clock, I would ask for more apricot juice. It was tasty!!)

เนื่องจากออกเดินทางแต่เช้า พนักงานจึงให้อาหารเช้าใส่ถุงมา มีขนมปัง แยม เนย น้ำแอปปริคอท แอปเปิล เสียดายไม่มีครัวซอง เพราะเราออกแต่เช้า ครัวซองยังไม่มาส่งพนักงานโรงแรมบอกว่าอยากได้อะไรอีกเพิ่มเท่าไรให้บอกมาจะจัดให้ แต่เราคิดว่าพอแล้วดีกว่า ขี้เกียจแบก (คิดแล้วก็เสียดาย น้ำแอปปริคอท อร่อยมาก)

We took metro to Termini train station and then took a train. While we were finding our carriage, there were two men asking for our online tickets. I thought they wanted to help so I gave them our tickets. They took a look at our tickets and returned them to us and chilly said to us that our coach was there. Later, we found that they sat on other passengers’ seats. The two Asian female passengers had to ask them to find their own seats. These two men even were fine on the train. I suspected that they had no ticket. When thinking of this story, I thought that we were so lucky. In case someone stole our tickets, they would be useless since there were our names in the tickets. When you buy online ticket, it is not mandatory to specify your name. I decided to specify my father’s and my name.

นั่งรถเมโทรมาขึ้นรถไฟที่สถานี Termini เรามาถึงค่อนข้างเร็วนั่งรออยู่พักใหญ่ รถไฟขบวนของเราก็มาถึง ตอนที่กำลังเดินหมายเลขตู้ขบวนอยู่ มีผู้ชายสองคนดูแปลก ๆ มาขอดูตั๋วออนไลน์ของเรา แล้วก็ยื่นคืนให้ พร้อมกับทำหน้าไร้อารมณ์แล้วบอกว่าตู้นี้แหละ เรามาสังเกตเห็นตอนหลังว่าสองคนนี้มีพฤติกรรมน่าสงสัยมาก เวลานั่งก็ไปนั่งที่ของผู้โดยสารคนอื่นที่เป็นผู้หญิงเอเซียสองคน เขาต้องมาขอที่นั่งคืน พอตอนตรวจตั๋ว เหมือนไม่มีตั๋วมาแสดง โดนปรับบนรถไฟด้วย คิดย้อนหลังไปโชคดีที่เราซื้อตั๋วออนไลน์แบบระบุชื่อชัดเจน (ตอนซื้อเลือกได้ว่าจะระบุชื่อหรือไม่) ไม่งั้นไม่รู้จะโดนฉกตั๋วไปหรือเปล่า

The train to Pisa was comfortable.  There were tables with power outlet at each seat so all passengers could work on their laptop or using other electronic equipments. Actually, there were WIFI service, too. To use the service, you have to buy a WIFI card in advance.

Along the way to Pisa we enjoys the window views so much.  It took around three hours to arrived into Pisa. Then we walked to the luggage drop off service. The service charge was three Euro per luggage per 12 hours. We had two luggages, so we paid six Euro plus one Euro for a map of Pisa. In my view, you do not have to buy any map since the highlights of Pisa were the leaning tower and other constructions in the same area. And it was easy to visit.

รถไฟที่เรานั่งไปปิซานี้ สะดวกสบายมาก มีโต๊ะให้นั่งทำงานพร้อมปลั๊กไฟไว้สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ด้วย มาพบทีหลังว่ามีบริการไวไฟด้วยแต่ต้องซื้อบัตรไวไฟก่อนออกเดินทางนั่งรถไฟชมวิวสองข้างทางไปเพลิน ๆ ประมาณเกือบ 3 ชั่วโมงก็ถึงปิซา ที่สถานี Pisa Central Station ที่เราไปถึงนี้ มีที่ให้ฝากกระเป๋าเดินทางด้วย คิดราคาใบละ 3 ยูโร ต่อ 12 ชั่วโมง ของเรา 2 ใบ ก็ 6 ยูโร แถมซื้อแผนที่ปิซาอีก 1 ยูโร (จริง ๆ เที่ยวปิซาไม่ต้องซื้อแผนที่ก็ได้ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ จริง ๆ  ก็คือหอเอนและสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน) ตอนฝากกระเป๋าเขาจะขอถ่ายเอกสารหนังสือเดินทางของเราไว้ด้วย เป็นหลักฐานตอนมารับกระเป๋าคืน

The Leaning Tower

We walked from the Pisa Central Station to the bus stop opposite to the station and asked two policemen how to go to the Leaning Tower.  Actually, no need to ask since the bus to the Leaning Tower was the most crowded one.

ออกจากสถานีก็ถามทางคุณตำรวจที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ จริง ๆ แล้วไม่ต้องถามทางใครก็ได้ รถเมล์ที่คนขึ้นเยอะที่สุดนั่นเองที่จะพาเราไปปิซา แล้วปลายทางก็คือสถานีที่คนลงเยอะที่สุดนั่นเอง ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าขึ้นรถเมล์สายอะไร แต่แป๊บเดียวก็ถึงหอเอนแล้ว

It took around ten minutes to the Leaning Tower. There were many tourists. In case you just walk around, no ticket needed. If you want to look inside the Duomo, the Cathedral and climb up to Leaning tower, you need ticket. We decided to buy tickets for the Duomo and the Cathedral only since we wanted to save energy for the Florence.

เดินผ่านประตูทางเข้า เข้ามาบริเวณด้านในจะพบนักท่องเที่ยวมากมาย ถ้าเราเดินชมรอบ ๆ อย่างเดียว จะไม่เสียเงิน แต่ถ้าจะเข้าไปดูข้างในอาคารที่เป็นโดมหรือโบสถ์ หรือจะเดินขึ้นไปบนหอเอน ก็จะต้องไปซื้อตั๋วที่บริเวณจุดขายตั๋วตรงเยื้อง ๆ กับตัวหอเอน สองพ่อลูกตัดสินใจไม่ปีนขึ้นหอเอน อยากจะเก็บแรงไว้ เพราะทริปนี้ยังอีกยาวไกล

It was beautiful inside the Duomo and the Cathedral but the most impressive thing to do at the area of the Leaning Tower was to sit on the grass field, watch the old wall and have a picnic in a light breeze . And “Yes”, we had lunch there in a light and pleasant breeze. Another thing to do was to take photo of yourself pushing the tower. Father had fun to post for me.  But his position looked like he was touching the tower not pushing it.

เดินเข้าไปดูข้างในโดมกับโบสถ์ก็สวยดี แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือการนั่งเล่นริมสนามหญ้าที่ร่มรื่น นั่งดูกำแพงเก่า ลมพัดตลอดเย็นสบาย ได้พักผ่อนจริง ๆ นั่งไปทานอาหารกลางวันไป และที่พลาดไม่ได้คือ การถ่ายรูปเอามือดันหอเอน พ่อยอมเป็นนายแบบให้ แต่พ่อทำท่าเหมือนแตะมากกว่า

After spending three hours at the Leaning Tower, we bought ice-cream and some souvenir and then took bus back to the train station. The next stop was Florence, the city that many people told me not to miss it.

ออกมาด้านนอกแวะซื้อไอศกรีมและของฝากญาติโยมเป็นที่ตัดเล็บกับโปสการ์ด ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเห็นจะได้ก็นั่งรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟ รับกระเป๋าคืน และเตรียมตัวออกเดินทางไปฟลอเรนซ์ เมืองที่หลาย ๆ คนบอกว่า ไม่ไปแล้วจะเสียดาย

 

 

วันเดียว เที่ยวหัวหิน 2009

8 พฤศจิกายน 2552

เพื่อนรักบินมาจาก USA เพื่อมาเยี่ยมครอบครัว สองสามปีจะมาสักที เราก็จัดทริปเที่ยว แบบไปเช้าเย็นกลับ

หลัก ๆ ก็มี แวะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

วัดเขาตะเกียบ

เพลินวาน แล้วก็แวะกินขนมกันที่ ร้านขนมบ้านใกล้วัง เพื่อนเลี้ยง เราทานฟรี อิอิ

วันเดียวเที่ยวได้ แต่กลับค่ำนิดนึงค่ะ

The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (the last one – 14 of 14)

Travel is more than the seeing of sights;
it is a change that goes on,
deep and permanent, in the ideas of living.”
-– Miriam Beard —

We left the hotel in the morning to catch a train back to Rome. We arrived into the hotel around noon. Father and I had mutual agreement that we should take a nap. In the afternoon, we asked hotel staff to suggest us how to go to the airport. There were many choices such as walking to the metro and then catching a train, or taking a taxi to another train station and then catch a train. But we decided to take a taxi from the hotel to the airport. It was more expensive but it was convenient. The hotel staff called a taxi service to make reservation for us.

ออกจากโรงแรมแต่เช้า ขึ้นรถไฟที่จองไว้กลับมาถึงโรม เข้าพักที่โรงแรมเดิมตอนเที่ยง ๆ นอนเอาแรงก่อน พอตกบ่ายก็ไปหารือพนักงานโรงแรมว่า พรุ่งนี้จะไปสนามบินอย่างไรดี มีหลายวิธีที่ประหยัด เช่น   ขึ้นเดินไปขึ้นเมโทรแล้วไปต่อรถไฟไปสนามบิน หรือ ขึ้นแท็กซี่ ไปต่อรถไฟที่สถานีรถไฟไกลจากโรงแรมไปอีกหน่อย แต่รวม ๆ แล้ว เราเลือกความสะดวก เรียกแท็กซี่มารับดีกว่า ให้พนักงานโรงแรมโทรจองให้เลยสะดวกมาก

There was a plenty of time before dinner. We walked to a small fruit store opposite to the hotel. The seller was an Egyptian. He asked us where we came from. I told him that we came from Thailand. He was so happy and took his passport out of the drawer of his desk. It was to show us that he visited Thailand once and was so impressed. He gave discount for apples we bought. Thank you.

เวลายังเหลือเฟือก่อนจะถึงมื้อเย็น เราเดินไปซื้อผลไม้ที่ร้านผลไม้ตรงข้ามโรงแรม คนขายถามว่าเรามาจากประเทศไหน พอตอบว่า Thailand เขาดีใจมาก เขาว่าเขาเป็นชาวอียิปต์ เคยมาเที่ยวเมืองไทย ประทับใจมาก หยิบ passport แล้วโชว์ให้ดูว่าเคยมาจริง ๆ แถมลดราคาค่าแอปเปิลให้ด้วย

For dinner, I told my father that there would be no more Chinese food. So we would have Italian food. However, we had bad luck. It was Sunday and many restaurants around the hotel were closed. Finally, we had dinner at a Pizzeria not far from the hotel. It was my foreigner sister’s favorite one. We had pizza, garlic bread, Coconut ice-cream and coffee. Yummo!!!

มื้อเย็นวันสุดท้ายในอิตาลี ตกลงกับพ่อว่าเราจะทานอาหารอิตาเลี่ยนกัน (เบื่ออาหารจีนแล้ว) เดินหาร้านกันนานมาก เพราะร้านส่วนใหญ่แถวโรงแรมปิดวันอาทิตย์กันหมด สุดท้ายเราก็ทานพิซซาร้านโปรดของพี่ฝรั่ง พ่อกับเราสั่ง พิซซาแป้งบางกรอบ ขนมปังกระเทียม ไอศกรีมมะพร้าว และกาแฟ  โอ้ว อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอศกรีมมะพร้าว ไม่แพงด้วยนะ ค่าเสียหายทั้งหมด 14 ยูโร (ถ้าจำไม่ผิด)  เสร็จแล้วก็เดินกลับมานอนพักเตรียมเดินทางกลับ

Next morning, after having breakfast we said goodbye to all hotel staff. The taxi arrived into the hotel on time. The driver was in a very good mood since Italy won  a Euro football match last night. He explained that our hotel was located out of the area of center of Rome. So, the  rate was not 40 Euro fixed rate. He had to charge by distance. And there were two rates. One was inside the city, another was out of the city. When we arrived into out of the city zone, he pressed the meter button again. The rate was higher than inside the city. However, we paid only 36 or 38 Euro (I was forgetful!!!). My father asked for the driver name. He said his name was Bradd Pitt. I told him I was Angelina and nice to meet him. :-p

รุ่งเช้าหลังจากทานอาหารที่โรงแรมก็ร่ำลาพนักงาน แล้วแท็กซี่ก็มารับ แท็กซี่อารมณ์ดีมาก เพราะเมื่อคืนทีมฟุตบอลของอิตาลีชนะทีมอะไรก็จำไม่ได้แล้วในการแข่งขันบอลยูโร แท็กซี่อธิบายว่าโรงแรมที่เราอยู่ อยู่นอกโซนแบบคิดเหมา ดังนั้น จะไม่ได้จ่ายในอัตราเดียว 40 ยูโร แต่จะเก็บตามระยะทาง โดยในเมืองจะคิดอัตราหนึ่ง และออกนอกเมืองจะคิดอีกอัตราหนึ่ง จะต้องกฎมิเตอร์ 2 ครั้งแล้วยอดเงินจะรวมกัน สุดท้ายยอดเงินคือ 36 ยูโรหรือ 38 ยูโรแถว ๆ นี้ (นานแล้วชักจะเลือน ๆ)  พ่อถามชื่อคนขับ เขาว่าเขาชื่อแบรด พิทท์ เราก็เลยบอกว่าเราชื่อ แองเจลีน่า ยินดีที่ได้รู้จัก อิอิ

At the Thai Airways counter, we met a European officer; she greeted and paid respect to us in Thai style. It was very polite and her accent was so impressive. She said my luggage was so cool. I was a little bit embarrassed since it looked like crocodile. I just bought it before the trip.

ตอนไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์การบินไทย พนักงานหน้าตาเป็นชาวยุโรปชัดเจน แต่สวัสดีค่ะชัดและไหว้สวยมาก ๆ เยี่ยมเลย พนักงานชมว่ากระเป๋าเดินทางเราเก๋มาก (ปั๊มลายนูนเหมือนหนังจระเข้ มองเห็นเด่นแต่ไกลเลย) เราได้แต่เขิน  เพิ่งซื้อใหม่ก่อนออกเดินทางเอง

On the airplane, air hostesses were quite senior but they took care very well. They often came to us and asked whether we needed any other things. Thank you once again. I had a chance to watch John Carter movie. My friend recommended me to watch it a few months before the trip. I liked it. Good movie!!

บนเครื่องบินพนักงานดูแลดีมาก จากการสังเกต พนักงานทั้งลำค่อนข้างสูงอายุ แต่ระดับการให้บริการไม่ตกเลยค่ะ สอบถามเรากับพ่อตลอดว่าอยากได้อะไรเพิ่มไหม ได้ดูหนังเรื่อง จอห์น คาร์เตอร์ ที่เพื่อนรักอยากให้ดูด้วย สนุกมาก แนะนำให้ดูค่ะ

We arrived into Suvannabhumi airport and then took a taxi back home. Since it took around 30 minutes, then we chatted a lot. The taxi driver said he always drove at night. He took passengers from public houses or other entertainment places many times. That made him depressed and thought we must teach our kids well. He also told us that he wished to won a big prize of lottery and then he could buy 4 taxis: one for him, one for his wife, and other twos for his kid. They would rent them out.  We wished him a very good luck!!

พอถึงสุวรรณภูมิก็เรียกแท็กซี่กลับบ้าน คุยกันสัพเพเหระ ส่วนใหญ่ก็เรื่องปัญหาสังคม เขาว่าเขาขับรถกลางคืนมาก เห็นสภาพผู้โดยสารที่ออกมาจากสถานบันเทิงแล้วต้องสอนลูกให้ดี ๆ สุดท้ายบอกว่า อยากถูกล็อตเตอรี่แล้วซื้อแท็กซี่ 4 คัน สำหรับตัวเอง ภรรยา และลูกอีกสอง แล้วให้เช่า เก็บค่าเช่า อยู่ได้สบาย เราและพ่ออวยพรขอให้เขาสมความปรารถนา

Finally, we arrived into our place safely. I have to thank lot of people behind this trip: my foreigner sister “Kim” who suggested me to visit her in Rome and inspired me to write stories of my trip, P’Da who lent me books and DVD, P’Taew – for the information about Florence, P’Ple for a small passport  bag, Nok’s mother  and Na Lek – for  the waist bag belt, P’Taew and P’A  – for my holiday leave approval, Dr.Nuch – for all suggestions, Ann – for  reading all posts on my blog and asking me to take lot of photos, my mother who stayed at home alone,  my brother who took care of my mother and my father who carried back pack and travelled with me.

(Sorry if I forget any other names. Please note that I do appreciate all of your help.)

ในที่สุดก็ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ต้องขอขอบคุณหลาย ๆ ท่านที่ทำให้ทริปนี้สมบูรณ์ ขอบคุณพี่ฝรั่งที่เป็นผู้ริเริ่มให้ทริปนี้เกิด และแนะนำให้เขียนเรื่องราวลงบนล็อกนี้ ขอบคุณพี่ดาที่ให้ยืมหนังสือท่องเที่ยวและ DVD ขอบคุณพี่แต้วที่ให้ข้อมูลเที่ยวฟลอเรนซ์แบบจัดเต็ม ขอบคุณพี่เปิ้ลที่ให้ยืมกระเป๋าห้อยคอ ขอบคุณแม่นกและน้าเล็กที่ให้กระเป๋าคาดเอ็ว ขอบคุณพี่แต้วและพี่เอ๋ที่อนุญาตให้ลาหยุด ขอบคุณหมอนุชที่ให้คำแนะนำ ขอบคุณแอนที่คอยอ่านบันทึกการเดินทางนี้และย้ำหลายครั้งว่าให้ถ่ายรูปมาฝาก (ไม่งั้นจะไม่มีรูปเยอะขนาดนี้) ขอบคุณแม่ที่อยู่บ้านคนเดียว ขอบคุณน้องที่ดูแลแม่ และขอบคุณพ่อที่สะพายเป้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ   (ขอบคุณท่านอื่น ๆ ด้วยนะคะ และขอโทษหากลืมชื่อท่านใดไป)

Ciao