เรื่องราว ริมทาง : หอกลอง

อากาศเย็นช่วงนี้ โชคดีได้ไปเดินเล่นผ่านแถววัดโพธิ์ ตรงบริเวณหน้ากรมการรักษาดินแดน พบสิ่งก่อสร้างรูปทรงน่าสนใจ เพื่อนที่ไปด้วยถามว่า

เอ๊ะ! นี่อะไร

อืมมม ดูป้ายกันไหมเธอ และนี่คือสิ่งที่เราได้ความรู้มาจากการอ่านป้าย

หอกลอง

สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2325 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเหมือนกับหอกลองในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมทำด้วยไม้ ทาด้วยดินสีแดง มีด้วยกัน 3 ชั้น และแต่ละชั้นมีกลองขนาดใหญ่แขวนอยู่ คือ

• ใบแรกชื่อ “ย่ำพระสุรสีห์” ใช้ตีเพื่อบอกเวลา
• ใบที่สองชื่อ “อัคคีพินาศ” ตีเพื่อแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และ
• ใบที่สามชื่อ “พิฆาตไพรี” ตีเพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีสงคราม

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนยอดหอกลองจากมณฑปมาเป็นรูปยอดเกี้ยวแบบจีน และต่อมา รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขกลับไปเป็นยอดทรงมณฑปตามแบบเดิม จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หอกลองได้ถูกรื้อลงเพื่อใช้ที่ดินสร้างพระราชอุทยาน “สวนเจ้าเชตุ” และถูกสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2525 เพื่อฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

ถามอากู๋ ได้ความเพิ่มว่า กลองใบที่สามนี้ ไม่เคยถูกตีเลย เพราะบ้านเมืองเราสงบ ไม่เคยมีข้าศึกยกทัพมาประชิดกรุง

ขอเชิญชาวพระนคร เดินเล่นรอบเมือง เพื่อเรียนรู้และชื่นชมเรื่องราวริมทาง ยิ่งอากาศเย็นเยี่ยงนี้ ยิ่งดีต่อใจและกาย
นะคะ

มื้อเช้าแบบนี้​ ดีต่อใจ

มีธุระแถวสามย่านยามเช้า​ สายหน่อยเลยแวะมาหาอาหารเช้าที่สามย่านมิตรทาวน์​ ร้านอาหารเยอะจนเลือกไม่ถูก

ตัดสินใจเลือกอาหารเบ​ ๆ​ ที่เขาทำให้ไม่เบ​
ปาท่องโก๋ร้าน​ ka​ nom 2 ตัวยักษ์มาพร้อมดิปสองชนิด​ เลือกจาก​หกชนิด ถ้าเราสั่งชุดเล็ก

ทานที่ร้านแพงกว่าซื้อกลับบ้าน​ แต่ทานที่ร้านน่ะ​ ดิป​ refill ไม่อั้นนะ

กรอบนอก​นุ่มใน ทานกับดิปแล้ว​ อร่อยดี​โดยมีความต่างจากปาท่องโก๋ปากซอยออกไป​ เรื่องกลิ่นน้ำมันกลิ่นแอมโมเนีย​ ไม่มีให้ได้ดมกัน

อุปกรณ์​ที่หยิบฉวยมาใช้จากในร้านได้ก็อลังการ​ สนุกสนานในการใช้ กรรไกร​ มีด​ ส้อม​ ช้อนใหญ่ช้อนเล็ก​ จานหลายแบบ​ เพลินเลย

สนนราคา​ระหว่างปาท่องโก๋ร้านนี้กับปากซอย ก็ย่อมต่างออกไปเช่นกัน

ไซส์ยักษ์​ขนาดนี้​ ไม่เหมาะกับคนโสด​ ทานคนเดียว​ เปลี่ยวใจ​ แถมไม่หมดด้วย​ ขนาดแบ่่งให้คุณลุงฝรั่งโต๊ะข้าง​ ๆ​ ทานแล้วก็ยังมิหมด

ขอเขาห่อกลับบ้าน​ เขาก็มาจัดการให้เรียบร้อยนะ

พนักงานในร้านบริการดีมาก​ และให้ข้อมูลอย่างละเอียด

ขอบคุณ​พนักงาน​ และคุณลุงฝรั่งเพื่อนร่วมโต๊ะที่อยู่อีกโต๊ะ​ ที่ทำให้เช้านี้ได้รับพลังงานและประสบการณ์​ที่ดีต่อใจ

ทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง

วันที่รื่นรมย์ – นครปฐม ใกล้แค่นี้

We live in a wonderful world that is full of beauty, charm and adventure. There is no end to the adventures that we can have if only we seek them with our eyes open.

— Jawaharlal Nehru —

ถ้าเป็นชาวกรุงเทพฯ แล้วมีคำถามว่า วันเดียวจะเที่ยวไหนดี “นครปฐม” น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ และมีร้านอาหารอร่อย ๆ ให้เลือก เที่ยวสำราญ ทานอร่อย ครบสูตร

เชื่อว่าร้อยละ 80% ที่นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวนครปฐม คงหนีไม่พ้นการไปสักการะพระปฐมเจดีย์ แต่ทริปที่เราไปวันนี้ แค่ผ่านแต่ยังมิได้แวะ เป้าหมายแรกเนื่องจากใกล้เที่ยงแล้ว ก็ไปแวะทานข้าวกลางวันเสียก่อน ที่ร้าน “กุ้งอบภูเขาไฟ” นอกจากไก่จะอบภูเขาไฟได้แล้ว กุ้งก็ได้รับสิทธิกับเขาด้วยเช่นกัน

ร้านกุ้งอบภูเขาไฟนี้ ขายมานาน ได้รับ Vote เป็นร้านยอดนิยมจากโลกออนไลน์ ต้องมาลองเอง จึงจะเข้าใจว่าเด็ดเช่นไร แต่ตอนนี้พอจะบรรยายให้ฟังเล็กน้อยพร้อมภาพประกอบได้

สั่งกุ้งอบภูเขาไฟ เขาก็จะยกภูเขามาให้ทั้งลูกแบบนี้ จากนั้นก็จะถามเราว่า จุดไฟไหม ถ้าจุดก็จะนำแอลกอฮอล์มาราด และวางเพลิงภูเขาลูกนี้กันเลย
ภูเขาไฟกำลังปะทุได้ที่
หลังจากภูเขาไฟสงบ ก็จะเหลือกุ้งอบเต็มจาน พร้อมกับลาวา อยู่ข้างล่าง เป็นน้ำซอสที่อบกุ้งมา ราดข้าวอร่อยเด็ด กุ้งสดมาก อบได้ดีงาม เปลือกกรอบ เนื้อหวานเด้งดึ๋ง

อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังสนามจันทร์ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึง

ตอนสำรวจจากอากู๋ ดูงง ๆ ว่า เขาเปิดให้เข้าชมเป็นช่วง ๆ หรือทั้งวัน แต่ไปเจอเว็บนี้เข้า https://www.museumthailand.com/th/museum/SanamChandraPalace ช่วยทำให้เรากระจ่าง ว่าเปิดทุกวันเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์นะ (ขอขอบคุณ ที่ทำให้เราได้ไปชมวัง ไม่ถอดใจกลับเสียก่อน)

เรื่องวิชาการอ่านจากเว็บนี้หรือเว็บอื่น ๆ ได้เลย อ่อ แต่เราไม่เสียค่าเข้าชมนะ เขาให้เข้าได้เลย พอดีเวลาน้อย ไม่ได้แวะถามรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่องวัน เวลา และค่าเข้าชม

เดินเข้าไปข้างใน ประทับใจยิ่ง ต้นไม้ใหญ่ ๆ เยอะมาก ใหญ่แบบที่หาดูกันไม่ได้ง่าย ๆ มองไปก็เขียวร่มรื่นไปทั่ว อยากเดินเล่นนาน ๆ แต่เราไปกันหลายคน เดินถ่ายรูปพอสมควรแล้วตั้งใจว่า วันหน้าจะมาแบบละเอียด ๆ แน่นอน

วันเดียวเที่ยวแบบมักน้อย ทานอร่อย และไปในสถานที่สวยงาม อิ่มท้องและอิ่มเอมใจ ได้เวลากลับ กทม.

ความงามมีอยู่ทั่วไป เพียงเปิดตา เปิดใจ จะรับรู้ได้โดยพลัน

(เราว่างั้นนะ :-))

ป้ากะน้า ตอน ชื่นใจ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ความสุขง่าย ๆ ของน้า ที่ลอกเลียนแบบป้า กำลังเริ่มต้นขึ้น…

ทุกเช้าวันทำงาน น้าจะเดินไปที่จอดรถใกล้บ้าน เพื่อขับรถไปทำงาน แต่ะวันก็คล้ายกัน เดินไปถึง สตาร์ทรถ แล้วขับออกไป

แต่มีบางวัน ที่ไม่เหมือนทุกวัน

วันหนึ่ง เมื่อหลายวันมาแล้ว…

น้ากำลังเปิดประตูรถ สายตาแลเห็นคุณยายคนหนึ่งเดินผ่านมา เอ๊ะ นั่นคุณครูสมัยตอนที่น้าเรียน pre อนุบาลนี่นา น้าจึงยกมือไหว้และกล่าวคำสวัสดี

เหตุมีเพียงเท่านี้ แต่ผลยิ่งใหญ่ จนน้าน้ำตารื้น คุณครูบอกว่า สวัสดีค่ะ ดีใจจังที่หนูจำคนแก่ได้ มาทักทาย ยายเห็นหนูมาตั้งแต่เด็กเลย ดีใจ ๆ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

คำทักทายไม่เท่าสายตา คุณเคยสังเกตแววตาของคนที่มีความสุขอย่างมาก บ้างไหม

และที่ทำให้ตื้นตันสุดขีดก็คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุแห่งความสุขนั้น

เล่าให้ป้าฟัง ป้าบอกว่า คนแก่นั้น แค่มีคนคิดถึงก็สุขแล้ว (ป้าเข้าใจคนแก่ดี)

ความสุขที่เกิดจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขนี้ มีพลังอันยิ่งใหญ่โดยแท้ (สำหรับน้านะคะ)

ป้ากะน้า ตอน ความสุขมีอยู่รอบ ๆ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ป้ากะน้า อันที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งกายภาพ จินตภาพ และสถานภาพ อธิบายโดยง่ายคือ ป้าสูง น้าเตี้ย ป้าคิดอย่าง น้าคิดอย่าง (แต่หลัง ๆ ชักจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกที ความคิดนี้ osmosis กันได้ไม่ยากนัก) ที่สำคัญป้าฐานะดี ส่วนน้านั้น พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้

ข้อดีของความแตกต่าง คือการที่น้าได้เรียนรู้ ป้าเป็นคนมีความสุขง่าย ๆ อย่างเหลือเชื่อ ไม่เข้ากับฐานะ ตัวอย่างมีให้เห็นมาก เช่น กินน้ำแข็งบดแก้วเดียวสามบาท ป้าก็ฟินระดับสิบเหมือนนั่งในร้านกาแฟหรู ๆ หรือหมูปิ้งอร่อย ๆ สองไม้ ป้าก็ตาลอยหลุดอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ป้าทานง่าย แต่ถ่ายไม่คล่อง ถ้าวันไหนถ่ายคล่อง ป้าก็สุขราวกับถูกหวยรางวัลใหญ่ อย่างนั้นเลย

เห็นคนสุขง่าย ก็มาย้อนดูตนเองว่า อะไรที่ทำให้เรามีความสุขได้บ้าง ในทุกวันมีความสุขอยู่รอบ ๆ แต่เมื่อความทุกข์เข้าแทรก ก็ลืมความสุขเหล่านั้นไป แล้วไปจมอยู่กับกองทุกข์แทน เหมือนเอาของไม่ดีมาบังสายตา มองไม่เห็นของดีอย่างอื่นใดเลย

น่าเสียดายเวลาที่มี  24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน

แค่คิดต่างกัน  24 ชั่วโมงของแต่ละคนก็มีคุณภาพไม่เหมือนกันเลย

เอาโว้ย น้าจะตั้งต้นสุขง่าย ๆ บ้างล่ะนะ (วะ ฮ่าฮ่า)

ป้ากะน้า ตอน น้องหมาพาชื่นใจ


เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

วันคริสต์มาส กะว่าจะทำอะไรกันคะ?

คริสต์มาสปีนี้ หรือปีไหน ๆ น้าก็ไม่เคยจะมีแผนฉลองอะไรกับเขาหรอก แต่บังเอิญวันหยุดพักร้อนของน้าเหลือเยอะ น้าจึงหยุดกับเขาบ้างและวางแผน “อยู่บ้าน” อ๊ะ ๆ อยู่บ้านไม่ได้ทำกันง่าย ๆ นะคะ ต้องวางแผนอย่างดี โดยเฉพาะการอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย

และแล้วการอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิต ใครจะไปรู้ ไถมือถือไปมา ได้รับข่าวว่า “น้องหมู” ซึ่งจริง ๆ คือน้องหมาของคุณป้าอีกบ้านป่วยหนักต้องการเลือด มีน้องหมาพยายามจะบริจาคแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เรื่องบริจาคไม่ได้นี่น่าทึ่งมาก เผลอ ๆ เลือดจะหายากกว่าเลือดคนไหมนะ

เหตุที่ว่าบริจาคยากนั้น เริ่มตั้งแต่ตัวผู้บริจาค ที่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรค ฉีดวัคซีน และกินยาถ่ายพยาธิสม่ำเสมอ น้ำหนักตัว 20 กิโลอัพ อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ ถ้าเป็นน้องหมาสาว ๆ ต้องไม่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ และเลือดก็ต้อง match กับเลือดของผู้รับบริจาคได้ด้วยนะเออ

อืมมม… แล้วไงนะ น้าอะไม่ได้เลี้ยงหมาอะไรกับเขาหรอก แต่ป้าอะมีสองตัว ตัวนึงตอนนี้ดูหงอย ๆ ซึม ๆ อีกตัวดูคึกคัก กำลังสาวสะพรั่ง เลือดฝาดน่าจะดีนะนี่ กำลังจะหมดประจำเดือน มิรู้ว่าจะบริจาคได้ไหม แต่น้าคิดว่า หนู “เต้าหู้” นี่แหละ น่าจะเป็นความหวังในการช่วยน้องหมู

ว่าแล้วก็ติดต่อป้า ป้าบอกว่า ยินดีเลย ถ้าช่วยได้ เต้าหู้พร้อม คนดูแลพร้อม แต่มิมีรถ น้าบอกมาเลยว่าจะเอาไง อืมม ไปรถน้าก็ได้นะคะ น้าไปรับที่บ้านเองค่ะ พาหลานไปเที่ยว ได้เจอเพื่อนต่างสายพันธุ์ หลานอาจจะดี๊ด๊าก็ได้ ป้าฝากไว้ด้วยว่า ถ้าเจอน้องหมาหล่อ ๆ ให้น้าลองจีบ ๆ ไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน แหม่… ป้าคะ มีแต่น้องหมาไม่สบายอะค่ะ ส่วนที่บึกบึนมาบริจาคเลือดก็น้อยมากเลยค่ะ แถมที่เจอวันนี้ ตัวเมียหมดเลยยยย คงต้องไปหาคู่ที่อื่นค่ะ แต่มาทำบุญ กุศลอาจส่งให้เจอคู่ดี ๆ ก็ได้นะคะป้า เอ…ที่จะจับคู่ให้นี้ เขาเรียกว่าคลุมถุงชนไหมคะ

มาถึง รพ. หลังจากทำบัตรคนไข้แล้ว เต้าหู้ก็ถูกเจาะเลือดไปตรวจเพื่อดูว่าเลือดจะใช้ได้ไหม ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง คุณหมอก็ออกมาบอกว่า เต้าหู้ไปเข้าห้องกันค่ะ ได้บริจาคแล้ว เนื่องจากเต้าหู้แข็งแรง เลยได้บริจาค 450 cc. โห น้าบริจาคทุกทีแค่ 300 เองล่ะมั้ง สุดยอดมาก ตอนบริจาคเลือดมีโกนขนที่ขาเพื่อให้น้ำเกลือ และที่คอเพื่อดูดเลือดไป โดยมีให้ยาเพื่อให้เต้าหู้เคลิ้มหน่อย ๆ เสร็จกระบวนการ เต้าหู้ก็ได้รับผ้าพันคอน่ารักสำหรับ donor หนึ่งผืน พร้อมยาบำรุงเลือดและอาหารสุนัขกลับบ้านไปบำรุงกันต่อไป

ผ้าพันคอนี้เต้าหู้ภูมิใจมากไม่ยอมให้ถอดออกเลยเป็นวัน ๆ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเต้าหู้จะรู้สึกอย่างไร เท่าที่ดูก็เหมือนจะร่วมมือและมีความสุขดี แต่ผู้ที่มีความสุขยิ่งกว่า คือป้ากะน้านี่แล ที่ได้เห็นหลานมีโอกาสทำบุญช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกันในวันดี ๆ หวังว่าน้องหมูอาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่เคยคิดเลยว่า เลือดน้องหมาจะหายากเพียงนี้ หากท่านใดมีน้องหมาที่แข็งแรง ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างบุญให้น้องหมาและช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกัน สามารถบริจาคเลือดได้ทุก ๆ สามเดือน เหมือนมนุษย์เรานี้เลย

อ่อ น้าได้สวมรอยเป็นแม่หนูเต้าหู้ด้วยนะ แต่น่าจะมีคนจับได้ เพราะถามอะไรเกี่ยวกับหนู น้าตอบไม่ได้สักกะอย่าง ดูเลี้ยงลูกทิ้งขว้างชอบกล..



ป้ากะน้า ตอน สโคนที่อร่อยที่สุด

 

เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


แม้พลาดจากเค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย ป้าก็ยังหวังที่จะได้รับประทานขนมอร่อย ๆ ฉลองวันเกิด

วันหนึ่ง ป้าไลน์ถามน้าว่า รู้ไหม ร้าน Spoonful ย้ายไปไหน ร้านเดิมที่เคยอยู่หลังสวนปิดไปแล้ว

ร้านนี้มีอะไรเด็ดหรือคะป้า

อ๋อ น้า ร้านนี้ scone อร่อยที่สุดเลย ไม่มีร้านไหนเทียบได้ ตั้งแต่กินขนมชนิดนี้มา

น้าก็แอบคิดนะ ป้าชิมสโคนมากี่ร้านหนอ แต่อร่อยที่สุดของป้า มั่นใจว่าต้องไม่ธรรมดาล่ะนะ

คำถามของป้า อากู๋ช่วยได้ ร้านเขามี FB page ส่งข้อความไปถามก็ได้แล้วว่าขายอยู่ที่ใด

แต่ว่า…ป้าไม่ได้สโคนเป็นของขวัญวันเกิดหรอกนะ … ป้าต้องไปซื้อเอง

เรื่องจ่ายตังค์ไม่เป็นประเด็น ถ้ามันอร่อยคุ้มที่จะดั้นด้นไปซื้อ

สโคนมีหลายรส โชคไม่เข้าข้างนัก วันที่ป้าไปเหลือแต่ plain และเนื่องจากชิ้นละ 90 บาท ไม่รู้ว่าน้ากินเป็นไหม ป้าก็ยังใจดีซื้อมาฝาก …หนึ่งชิ้น…

อ้าว …ถ้าชอบคราวหน้าจะซื้อให้เยอะ ๆ ไงน้า ไม่ได้ประหยัดนะ แต่ป้าน่ะ หลีกเลี่ยง food waste มันไม่ดีต่อโลกใบนี้ (ท่อนนี้ น้าจินตนาการจากสายตาป้า ผสมกับมุขตลกบริโภคของน้าเอง)

อืมมม..ห่อมาดูดี ใช้ masking tape ด้วย ป้าเล่าว่า ร้านนี้นอกจากสโคนอร่อยแล้ว สมัยก่อนยังขาย masking tape ยี่ห้อดังที่ชื่อ MT แถมขายแท่นตัด masking tape แบบน่ารักที่เขาทำมือเองอีกด้วย ตอนนี้เลิกขายแล้ว ไปถามหา ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เขายังใช้ masking tape แปะถุงขนมอยู่

น้าเพิ่งเข้าใจว่าสรรพสิ่งในโลกของป้าเชื่อมโยงกันแบบนี้นี่เอง การได้ masking tape แต่ไม่ได้เค้กที่อร่อยที่สุดของประเทศ ทำให้นึกถึงร้านขายแท่นตัด ที่มีขนมอร่อยขายด้วย

ป้าคะ สโคนหอมมาก แต่มันมาเปล่า ๆ แบบนี้เลยหรือคะ

ไม่นะน้า มีครีมกับสตอเบอรี่มาด้วย เรียกว่า Clotted Cream แต่อยู่ที่ตู้เย็นบ้านป้า ป้าไปประชุมครึ่งวัน ถ้าถือไป เจอกับอุณหภูมิห้องที่แสนร้อนอย่างบ้านเรา มันจะไม่อยู่ในสภาพที่ทานได้นะน้า

…  ป้าเป็นคนรอบคอบ

แต่น้าอยากจะเก็บไว้ชิมพรุ่งนี้ไหมล่ะ ป้าจะขนครีมกับสตอเบอรี่มาให้ อืมมม…ก็ดีนะ

…เฮ้ย..ไม่ได้สิคะป้า น้ากินเจค่ะ เริ่มพรุ่งนี้

งั้น.. วันนี้น้าก็กินเปล่า ๆ ไปแหละ อย่าทำหกนะ กัดร่วงคำหนึ่งหลายบาท

เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ป้าห่วงเรื่อง food waste จริง จริ๊ง

โห … อร่อยผุด ๆ ขนาด plain นะคะป้า หอมมัน มีรสหวานเค็มเล็ก ๆ ปลายลิ้น แต่ยังไม่ทันจะกินเพลิน หมดสิคะไม่มี food waste ให้ป้าเสียใจ

รุ่งขึ้นป้ามาพร้อมถุงกระดาษอีกใบ โอ้ว..ครีมกับแยม อ้าว…แล้วจะทานกับอะไรล่ะคะ แถมครีมน่ะทานไม่ได้นะป้า กินเจแหล่ว

รับไปเหอะน้า ลูกป้าบอกว่าครีมกับแยมอร่อยสุดยอด ต้องให้น้าให้ได้

แหม่..ขอบคุณหลานที่มีน้ำใจ น้าก็เกรงใจไม่อยากให้มี food waste ยังแช่ตู้เย็นไว้ ออกเจแล้วค่อยมาลุ้นกัน ว่าจะรอดไหม

ขอบคุณทั้งป้าและหลานน้อย ที่เปิดประสบการณ์ให้น้าได้ทานของอร่อย ๆ ค่ะ

 

 

 

ป้ากะน้า ตอน masking tape

เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


ความน่าสนใจของ wish list ของป้าประการหนึ่งคือ มีความยืดหยุ่น ป้าไปเจออะไร คิดอะไรออก ป้าก็จะกลับมาปรับ wish list ซึ่งก็จะมีแต่เพิ่มขึ้น เรื่องตัดออกลืมไปได้ เพราะการเพิ่ม จะทำให้ผู้ให้มีทางเลือกมากขึ้น ป้าเขาคิดถึงความสะดวกของคนให้ไว้พร้อม

เช้าวันจันทร์หนึ่ง ป้าบอกว่าเสาร์อาทิตย์ป้าไปช้อปปิ้ง เจอของที่อยากได้เป็นของขวัญ รู้จักไหม masking tape อืมม…น้าส่งสายตาว่างเปล่ากลับไป อะไรคะป้า…น้า out…

ป้าเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า masking tape นี่ป้าเข้าใจว่ามีจุดกำเนิดมาจากเทปไว้ปิดเฟอร์นิเจอร์หรือบริเวณที่เราไม่ต้องการให้สีเลอะ เวลาทาสี คุณสมบัติสำคัญคือ ลอกออกง่าย โดยที่กาวไม่เลอะตกค้าง

อ๋อ… แบบนั้นนึกออกค่ะ บ้านน้ามีเยอะ พ่อน้าเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ อ้าว…ไม่ใช่แบบที่บ้านน้ามี สีครีม ๆ หรอกหรือคะ

อย่างนี้นะน้า ต่อมา เขาก็พัฒนาให้มีลวดลายสีสันสวยงาม เอาไว้ใช้ตกแต่งพวกงาน  DIY ซองจดหมาย สมุดโน๊ต ของจุกจิก แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ตกแต่งห้องหรือเฟอร์นิเจอร์ก็มี

หลังจากให้ความรู้แล้ว ป้าก็ปิดท้าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายว่า ป้าต้องการหนึ่งม้วน ลายสวยมาก ซื้อที่ร้านนี้นะมีขาย ราคาเก้าสิบกว่าบาท ลายนี้เท่านั้นนะ ป้าบอกลูกไว้แล้ว

ปัญหาคือ ลายนี้เท่านั้น นี่คือลายไหนกันนะคะ เหอ ๆ ถ้าจะถามลูกป้า ก็ท่าทางจะไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ ถึงจะจำได้ จะอธิบายกันอย่างไร ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย

แต่การสนทนาไม่เสียเปล่า น้าลองไปค้นดู  masking tape  เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยไม่ถึงสิบปี ในร้านออนไลน์มีให้เลือกมากมายมหาศาล ดูราคาและรวมค่าส่งให้ดีก่อนสั่งซื้อนะจ๊ะ

คุณสมบัติที่เขามักโฆษณา นอกจากความกว้างความยาวแล้วก็มี features อีกเพียบกัน อาทิ

  • ลายน่ารัก ลายชัดเจน สีสวย เรื่องลายนี้ น้าลองดูสารพัดลายจริง ๆ
  • ฉีกด้วยมือได้ ไม่ต้องใช้กรรไกรตัด แต่หลายรุ่นก็ขายพร้อมที่ตัด และบางร้านก็ขายที่ตัดแยกต่างหาก
  • เขียนทับได้ ใช้ปากกาได้หลายประเภทในการเขียนทับ
  • แกะติดใหม่ได้หลายรอบ
  • blah blah  เลือกซื้อกันได้ตามความต้องการ

ค้นดูตาม blog  อื่น ๆ เขาเล่ากันว่า เดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกล แบบเป็นโลหะแวววาวก็มี แบบลอกเฉพาะลายออกมาก็มี แบบที่ว่ามาเหล่านี้ น้าไม่เคยเห็น

อย่าว่าแต่แบบที่พัฒนาแล้วเลย แบบธรรมดาก็ไม่เค้ย ไม่เคย

สุดท้าย ป้าก็ได้อะไรที่ใกล้เคียงกับ wish list เพราะน้าอยากรู้อยากเห็น และหวังว่าจะพอเป็นของแทนกันได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อยยยยย ล่ะค่ะ

ป้ากะน้า ตอน เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

จบตอนที่แล้วไว้แบบนี้ เพราะที่น้าเชื่อว่า ป้าเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ เนื่องจากใน wish list  ของป้าปีนี้ มีสิ่งที่ป้าอยากได้มากคือ เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

โห…ร้านไหนนะ แล้วจะไปซื้อยังไงนะ ถ้าเกิดร้านตั้งอยู่ไกลสุดกู่

ไม่ต้องห่วง ป้าไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น หาชื่อร้านมาให้ป้าก็พอนะ ป้าไปซื้อเอง

แล้วน้าจะหาชื่อร้านมาจากไหนกันนะ

อ่อ ป้าแนะให้ การทำวิจัย มีทั้งแบบปฐมภูมิ และทุติยภูมิ น้าควรทำทั้งทุติยภูมิ โดยพึ่งพาถามไถ่อากู๋ก่อน จากนั้น ค่อยสำรวจแบบปฐมภูมิ คือ ไปถามคนจริง ๆ อีกที

ไหมล่ะ

…คุณค่าของการให้ อยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

อืมม…ไม่ลองไม่รู้นะจ๊ะ

น้าเริ่มลงมือค้นหาด้วยคำค้น เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

ใครบอกว่า อากู๋ ถามได้ทุกอย่างนะ  เรื่องนี้ อากู๋บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ ตอบว่าร้านนี้ฟินบ้าง ร้านนี้น่าไปกินบ้าง เค้กร้านนี้น่ารักบ้าง แถมไม่ใช่อะไรที่เป็นที่สุดในประเทศ ส่วนใหญ่แค่ระดับจังหวัด

ความหวังเลือนลางจากการพึ่งพาอากู๋ ถ้างั้นลองไปสำรวจแบบปฐมภูมิดูบ้าง ทำ Poll บน Line สิ ง่ายและเร็ว

จริงด้วย ถามปุ๊บได้คำตอบปั๊บ ถ้าแข่งกันในเรื่อง  response time บนโลกโซเชียล ประเทศเราคงได้ที่หนึ่ง

แต่ช้าก่อน คำตอบที่ได้นี่สิ

  • ยากนะ เค้กมีหลายแบบ หลายรส
  • ไม่ได้เคยกินทั่วประเทศ จะไปรู้ได้ไง
  • อร่อยของแต่ละคนเหมือนกันปะ อะไรเรียกว่าอร่อย
  • blah blah

สรุปว่า ล้มเหลว ทั้งการเก็บข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ

น้าลองวิเคราะห์ดูว่า สาเหตุของการวิจัยที่ failed fast  ขนาดนี้คืออะไร ได้คำตอบแบบคิดเอง ดังนี้

  • ขอบเขตการวิจัยที่กว้างมาก ตั้งแต่คำว่าเค้ก ที่มีไม่รู้กี่ร้อยชนิด ไปจนถึงประเทศไทย ที่มีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร
  • นิยามของคำว่า “อร่อย” มีความแตกต่างกันอย่างมากสำหรับแต่ละปัจเจกชน จะมองที่ผิวสัมผัส รสชาติ บางคนก็ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ และประโยชน์ต่อสุขภาพ โอ้ว เยอะ!!!…. ยิ่งไปผูกกับตัวแปรคือ เค้กที่มีหลากชนิดแล้ว อะไรเรียกว่า “อร่อย” นะ

การศึกษาเบื้องต้นนี้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำวิจัยคราวหน้า อาจจะเริ่มจากอะไรที่แคบลงมาหน่อย เช่น เค้ก chocolate ที่ไหน อร่อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร โดยนิยามคำว่า “อร่อย”ให้ชัดเจนขึ้น

จะว่าล้มเหลวก็ไม่เชิง  อย่างน้อยการวิจัยนี้ ก็ ใส่ใจ และจริงจัง นะ

ป้ากะน้า ตอน wish list


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


ป้าเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ในขณะที่น้าเป็นคนชอบฟัง ในแต่ละวัน ป้าจึงมักเล่าเรื่องที่ป้าคิดได้สังเกตได้ให้น้าฟัง เผื่อว่าน้าจะได้ประโยชน์บ้าง

ใกล้วันเกิดป้า ป้าก็เริ่มแบ่งปันข้อมูลของขวัญวันเกิดที่ป้าอยากได้ และเริ่มตั้งคำถามว่า เวลาคนให้ของขวัญคนอื่น ตอนเลือกซื้อนั้น เพราะ

…..เราอยากให้ หรือ เขาอยากได้…..

อืมมม …น้าคิดอยู่ตั้งนาน แล้วก็คิดออกว่า น้าเป็นพวกอยากให้ของที่เราคิดว่าดี เพราะคิดว่า ของสิ่งนั้นจะดีสำหรับผู้รับด้วย แต่ก็ลืมคิดไปว่า เขาอยากได้ไหมนะ

ข้อมูลของขวัญที่ป้าอยากได้ ป้าจะทำเป็น  2 บัญชี บัญชีแรก เป็นของที่ป้าอยากได้ แต่ถ้าจะซื้อให้ มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ คงยังไม่พอ ป้าเขาทำบัญชีนี้ไว้ให้ดูเฮ ๆ รายการในบัญชีนี้ แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของป้า เครื่องเพชรบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดหรูบ้าง ว่ากันไป แต่อย่างที่ว่า ทำไว้เฮ มีแต่คนเหล่ตามอง เพราะซื้อไม่ไหว ป้าเขาทำไว้ เพื่อความสุขใจเฉย ๆ

บัญชีที่สอง จะเป็นบัญชีที่ใคร ๆ ก็ซื้อให้ป้าได้ พวกขนม นม เนย มีทั้งไทย จีน ฝรั่ง เฉพาะร้านที่ป้าคัดมาแล้วว่าอร่อย  ถูกลิ้นป้า หรือพวกของใช้จุกจิก ของพวก DIY คิกขุโนเนะ ที่ป้าเอาไว้ทำการฝีมือในวัยใกล้เกษียณ แบบแบงก์ร้อยหนึ่งใบ ยังได้ตังค์ทอนกลับมา

ทำเสร็จแล้วป้าก็ฝากบอกคนที่สนิท ๆ กัน ว่าอยากได้ตามนี้นะ เลือกได้ว่าจะให้อะไรป้า น้าได้รับมาก็แอบคิดว่า อืมมม …ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ของขวัญสักหน่อย หรือนี่จะเป็นเทคนิคการทวงโดยอ้อมนะ

ที่ป้าทำบัญชีนี้ มีศัพท์อย่างเป็นทางการว่า  wish list ที่ในหลายวัฒนธรรมเขาทำกันเป็นปกติ ยิ่งในยุคนี้ เขาทำ  wish list  แบบออนไลน์ ทำเสร็จแชร์บน  social media  ได้เลย

ถ้าให้ของกันตาม wish list คนรับจะได้ของที่ต้องการ ไม่เกิดเหตุที่คนให้ต้องมโนกันหัวแทบระเบิด แต่พอเปิดกล่องออกมา กลับไม่ใช่ คนรับก็อาจต้องพยายามทำหน้ามีความสุข เพื่อที่คนให้จะได้มีความสุขไปด้วย

ซื้อของในบัญชีที่สองให้ ป้าก็สุขใจแล้ว

เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

…..กระมัง