กระหรี่ปั๊บ สูตรคุณยาย

หลายสิบปีก่อน คุณยายย้ายไปอยู่ที่อเมริกา ทำอาหารไทยหลายชนิดทานกันในครอบครัวบ่อยๆ มีอาหารหลายอย่างของคุณยายที่ขึ้นชื่อ เช่น เค้กมะตูม ขนมแป้งจี่ รวมทั้งกระหรี่ปั๊บด้วยค่ะ คุณยายเคยทำกระหรี่ปั๊บไปขายที่วัดไทยในอเมริกามาแล้วด้วยค่ะ กระหรี่ปั๊บสูตรที่คุณยายทำบ่อย ๆ นี้ เข้าใจว่าคุณยายนำมาจากตำราอาหารเล่มหนึ่ง (ต้องขอขอบพระคุณเจ้าของตัวจริงด้วยนะคะ)

มาดูส่วนผสมกันเลยนะคะ สูตรนี้ใช้ได้กับกระหรี่ปั๊บ 20 ตัวค่ะ

ไส้ (ไส้ไก่ หากใครชอบไส้อื่นก็ดัดแปลงกันได้ค่ะ จะไส้หวาน ไส้เค็มสุดแล้วแต่)
– เห็ดฟาง 1/2 กิโล หั่นหยาบ ๆ
– สันในไก่ 3 ขีด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ หรือจะสับก็ได้ค่ะ
– หอมใหญ่ 1 ลูก หั่นหยาบ ๆ
– เกลือเล็กน้อย
– ผงกระหรี่ตามความชอบ
วิธีผัดไส้ ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อยใส่เห็ดและหัวหอมลงไปผัดก่อน จากนั้นตามด้วยไก่ ใส่เกลือ ผัดให้สุกและแห้ง ยกขึ้นพักไว้

แป้งใน
– แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง
– น้ำมันพืช 5 ช้อนโต๊ะ
ผสมส่วนผสมให้เข้ากันจนแป้งเนียน (ไม่ต้องนวด ขยำไปมาก็พอ)

จากนั้นตัดแบ่งแป้งออกเป็น 10 ก้อน เท่า ๆ กัน ปั้นเป็นก้อนกลมทิ้งไว้

แป้งนอก
แป้งสาลี 2 ถ้วยตวง น้ำมันพืช 7 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา น้ำปูนใสเย็น (ใส่น้ำแข็งให้เย็นจัดๆ) 8 ช้อนโต๊ะ

ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันจนเนียน (ไม่ต้องนวดอีกเช่นเคย) แล้วตัดแบ่งให้ได้ 10 ก้อน แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ คล้ายๆ กับแป้งนอก

นำแป้งนอกมาทำให้เป็นแผ่นกลม

แล้วนำแป้งในมาใส่ไว้ข้างใน ห่อแป้งนอกปิดแป้งในให้มิด นำคว่ำลงในอ่าง ทำเช่นนี้จนครบ 10 ลูก (ช่วงห่อนี้ถ่ายรูปไม่ทันค่ะ)

นำแป้งที่คว่ำไว้ในอ่างแต่ละลูกนี้ มาคลึงโดยหงายรอยต่อด้านบนขึ้น คลึงให้ได้ความยาวประมาณ 6 นิ้ว

แล้วม้วนกลม

นำมาวางตามขวางแล้วคลึงยาว 12 นิ้ว จากนั้น ม้วนให้กลม (ช่วงนี้ก็ถ่ายภาพไม่ทันเช่นกัน ขอให้จินตนาการเอาว่า คล้ายๆ กับเมื่อกี้นี้) ใช้มือจับ ๆ ให้ได้รูปแบบนี้

ตัดแบ่งครึ่ง เหมือนเราแบ่งล้อรถใหญ่ 1 ล้อ ออกเป็น 2 ล้อ (ไม่ใช่ผ่าขวางแล้วไม่เป็นทรงล้อรถ) จากนั้นนำแป้งมาคลึงตามขวาง ให้ได้เป็นแผ่นกลม ใส่ไส้ แล้วปั้นเป็นตัว

จากนั้น นำไปทอดในน้ำมัน ไฟอ่อนๆ คุณยายแนะนำให้ใช้น้ำมันปาล์มค่ะ เห็นคุณยายบอกว่า น้ำมันปาล์มทอดแล้วจะกรอบค่ะ เข้าใจว่าคุณยายได้เคล็ดลับนี้จากรายการของคุณหมึกแดงค่ะ

คาถาลดความอ้วน

ใครที่ตั้งใจจะลดน้ำหนัก เชิญอ่านเรื่องนี้

เคยสงสัยว่า มีคาถาอะไรลดน้ำหนักได้ไหม ยิ่งอายุมาก ยิ่งลดยาก
คุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว แต่เผลอไผลแค่บางที น้ำหนักที่ตั้งใจจะบอกลาก็กลับมาหาทุกที

ปีนี้ ก็ตั้งใจต่อเนื่องว่า จะลดจริง ๆ นะ แต่มีอุบายอะไรจะช่วยเราได้บ้างหนอ

ลองค้นดู มีคาถาลดน้ำหนักอยู่จริง ในพระสูตรที่ชื่อว่า โทณปากสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗

ความโดยย่อมีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเสวยข้าวสารหนึ่งทะนาน (หนึ่งลิตร) แล้วทรงอึดอัด เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงทราบอาการของพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้ทรงพระคาถาว่า

“มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา
ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ”

(คาถานี้ บาลีว่า
มนุชสฺส สทา สตีมโต มตฺตํ ชานโต ลทฺธโภชเน
ตนุกสฺส ภวนฺติ เวทนา สณิกํ ชีรติ อายุ ปาลยนฺติ.)

ณ เวลานั้น มาณพชื่อสุทัศนะ ยืนอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) พระเจ้าปเสนทิโกศลฯ

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกสุทัสสนมาณพมาเพื่อรับสั่งให้เรียนคาถานี้ แล้วเวลาที่พระองค์ทรงบริโภคอาหารก็ให้ว่าคาถานี้ โดยจะให้ค่าตอบแทนวันละ 100 กหาปณะทุกวัน ฯ
(1 กหาปณะ มีอัตราเทียบเท่ากับ 20 มาสก หรือ 1 ตำลึง หรือ 4 บาทไทย)

ต่อมาสุทัสสนมาณพก็ได้ว่าคาถาดังกล่าว ในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศล เสวยพระกระยาหาร

และต่อมาอีกพระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ทรงมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์ทั้ง 2 คือ ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้าหนอฯ

เพียงแค่ได้รับทราบเรื่องราวนี้ ก็เห็นด้วยกับพระเจ้าปเสนทิโกศล อย่างเกินร้อย

พระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์พวกเราอย่างมาก เป็นบุญของชีวิตที่ได้เกิดมาในบวรพระพุทธศาสนา

ตอนนี้ เรื่องของความตั้งใจลดน้ำหนักของเราในปีนี้ ก็อยู่ที่ว่า จะตั้งสติได้ในเวลาบริโภคหรือไม่

แบ่งปันเรื่องราว โดยหวังว่า คาถานี้ จะช่วยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=2631&Z=2656

ปีใหม่ไปไหนดี​: กราบพระบรมเกศาธาตุที่วัดบวรฯ

ใกล้ปีใหม่​ เชิญกันไปกราบพระบรมเกศาธาตุ จากประเทศศรีลังกา ซึ่งมาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร​ เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต เปิดให้สักการะทุกวันในเวลา 10.00 – 20.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

นอกจากจะได้กราบพระบรมเกศาธาตุแล้ว​ ยังเป็นโอกาสได้ชมความงามของทั้งพระตำหนักเพ็ชร​ พระตำหนักจันทร์​ และได้ชมประตูและกำแพงพระนคร​ ที่อยู่ถัดออกไปนิดเดียวอีกด้วย

เรื่องราว ริมทาง : หอกลอง

อากาศเย็นช่วงนี้ โชคดีได้ไปเดินเล่นผ่านแถววัดโพธิ์ ตรงบริเวณหน้ากรมการรักษาดินแดน พบสิ่งก่อสร้างรูปทรงน่าสนใจ เพื่อนที่ไปด้วยถามว่า

เอ๊ะ! นี่อะไร

อืมมม ดูป้ายกันไหมเธอ และนี่คือสิ่งที่เราได้ความรู้มาจากการอ่านป้าย

หอกลอง

สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2325 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเหมือนกับหอกลองในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมทำด้วยไม้ ทาด้วยดินสีแดง มีด้วยกัน 3 ชั้น และแต่ละชั้นมีกลองขนาดใหญ่แขวนอยู่ คือ

• ใบแรกชื่อ “ย่ำพระสุรสีห์” ใช้ตีเพื่อบอกเวลา
• ใบที่สองชื่อ “อัคคีพินาศ” ตีเพื่อแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และ
• ใบที่สามชื่อ “พิฆาตไพรี” ตีเพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีสงคราม

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนยอดหอกลองจากมณฑปมาเป็นรูปยอดเกี้ยวแบบจีน และต่อมา รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขกลับไปเป็นยอดทรงมณฑปตามแบบเดิม จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หอกลองได้ถูกรื้อลงเพื่อใช้ที่ดินสร้างพระราชอุทยาน “สวนเจ้าเชตุ” และถูกสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2525 เพื่อฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

ถามอากู๋ ได้ความเพิ่มว่า กลองใบที่สามนี้ ไม่เคยถูกตีเลย เพราะบ้านเมืองเราสงบ ไม่เคยมีข้าศึกยกทัพมาประชิดกรุง

ขอเชิญชาวพระนคร เดินเล่นรอบเมือง เพื่อเรียนรู้และชื่นชมเรื่องราวริมทาง ยิ่งอากาศเย็นเยี่ยงนี้ ยิ่งดีต่อใจและกาย
นะคะ

มื้อเช้าแบบนี้​ ดีต่อใจ

มีธุระแถวสามย่านยามเช้า​ สายหน่อยเลยแวะมาหาอาหารเช้าที่สามย่านมิตรทาวน์​ ร้านอาหารเยอะจนเลือกไม่ถูก

ตัดสินใจเลือกอาหารเบ​ ๆ​ ที่เขาทำให้ไม่เบ​
ปาท่องโก๋ร้าน​ ka​ nom 2 ตัวยักษ์มาพร้อมดิปสองชนิด​ เลือกจาก​หกชนิด ถ้าเราสั่งชุดเล็ก

ทานที่ร้านแพงกว่าซื้อกลับบ้าน​ แต่ทานที่ร้านน่ะ​ ดิป​ refill ไม่อั้นนะ

กรอบนอก​นุ่มใน ทานกับดิปแล้ว​ อร่อยดี​โดยมีความต่างจากปาท่องโก๋ปากซอยออกไป​ เรื่องกลิ่นน้ำมันกลิ่นแอมโมเนีย​ ไม่มีให้ได้ดมกัน

อุปกรณ์​ที่หยิบฉวยมาใช้จากในร้านได้ก็อลังการ​ สนุกสนานในการใช้ กรรไกร​ มีด​ ส้อม​ ช้อนใหญ่ช้อนเล็ก​ จานหลายแบบ​ เพลินเลย

สนนราคา​ระหว่างปาท่องโก๋ร้านนี้กับปากซอย ก็ย่อมต่างออกไปเช่นกัน

ไซส์ยักษ์​ขนาดนี้​ ไม่เหมาะกับคนโสด​ ทานคนเดียว​ เปลี่ยวใจ​ แถมไม่หมดด้วย​ ขนาดแบ่่งให้คุณลุงฝรั่งโต๊ะข้าง​ ๆ​ ทานแล้วก็ยังมิหมด

ขอเขาห่อกลับบ้าน​ เขาก็มาจัดการให้เรียบร้อยนะ

พนักงานในร้านบริการดีมาก​ และให้ข้อมูลอย่างละเอียด

ขอบคุณ​พนักงาน​ และคุณลุงฝรั่งเพื่อนร่วมโต๊ะที่อยู่อีกโต๊ะ​ ที่ทำให้เช้านี้ได้รับพลังงานและประสบการณ์​ที่ดีต่อใจ

ทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง

วันที่รื่นรมย์ – นครปฐม ใกล้แค่นี้

We live in a wonderful world that is full of beauty, charm and adventure. There is no end to the adventures that we can have if only we seek them with our eyes open.

— Jawaharlal Nehru —

ถ้าเป็นชาวกรุงเทพฯ แล้วมีคำถามว่า วันเดียวจะเที่ยวไหนดี “นครปฐม” น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ และมีร้านอาหารอร่อย ๆ ให้เลือก เที่ยวสำราญ ทานอร่อย ครบสูตร

เชื่อว่าร้อยละ 80% ที่นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวนครปฐม คงหนีไม่พ้นการไปสักการะพระปฐมเจดีย์ แต่ทริปที่เราไปวันนี้ แค่ผ่านแต่ยังมิได้แวะ เป้าหมายแรกเนื่องจากใกล้เที่ยงแล้ว ก็ไปแวะทานข้าวกลางวันเสียก่อน ที่ร้าน “กุ้งอบภูเขาไฟ” นอกจากไก่จะอบภูเขาไฟได้แล้ว กุ้งก็ได้รับสิทธิกับเขาด้วยเช่นกัน

ร้านกุ้งอบภูเขาไฟนี้ ขายมานาน ได้รับ Vote เป็นร้านยอดนิยมจากโลกออนไลน์ ต้องมาลองเอง จึงจะเข้าใจว่าเด็ดเช่นไร แต่ตอนนี้พอจะบรรยายให้ฟังเล็กน้อยพร้อมภาพประกอบได้

สั่งกุ้งอบภูเขาไฟ เขาก็จะยกภูเขามาให้ทั้งลูกแบบนี้ จากนั้นก็จะถามเราว่า จุดไฟไหม ถ้าจุดก็จะนำแอลกอฮอล์มาราด และวางเพลิงภูเขาลูกนี้กันเลย
ภูเขาไฟกำลังปะทุได้ที่
หลังจากภูเขาไฟสงบ ก็จะเหลือกุ้งอบเต็มจาน พร้อมกับลาวา อยู่ข้างล่าง เป็นน้ำซอสที่อบกุ้งมา ราดข้าวอร่อยเด็ด กุ้งสดมาก อบได้ดีงาม เปลือกกรอบ เนื้อหวานเด้งดึ๋ง

อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังสนามจันทร์ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึง

ตอนสำรวจจากอากู๋ ดูงง ๆ ว่า เขาเปิดให้เข้าชมเป็นช่วง ๆ หรือทั้งวัน แต่ไปเจอเว็บนี้เข้า https://www.museumthailand.com/th/museum/SanamChandraPalace ช่วยทำให้เรากระจ่าง ว่าเปิดทุกวันเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์นะ (ขอขอบคุณ ที่ทำให้เราได้ไปชมวัง ไม่ถอดใจกลับเสียก่อน)

เรื่องวิชาการอ่านจากเว็บนี้หรือเว็บอื่น ๆ ได้เลย อ่อ แต่เราไม่เสียค่าเข้าชมนะ เขาให้เข้าได้เลย พอดีเวลาน้อย ไม่ได้แวะถามรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่องวัน เวลา และค่าเข้าชม

เดินเข้าไปข้างใน ประทับใจยิ่ง ต้นไม้ใหญ่ ๆ เยอะมาก ใหญ่แบบที่หาดูกันไม่ได้ง่าย ๆ มองไปก็เขียวร่มรื่นไปทั่ว อยากเดินเล่นนาน ๆ แต่เราไปกันหลายคน เดินถ่ายรูปพอสมควรแล้วตั้งใจว่า วันหน้าจะมาแบบละเอียด ๆ แน่นอน

วันเดียวเที่ยวแบบมักน้อย ทานอร่อย และไปในสถานที่สวยงาม อิ่มท้องและอิ่มเอมใจ ได้เวลากลับ กทม.

ความงามมีอยู่ทั่วไป เพียงเปิดตา เปิดใจ จะรับรู้ได้โดยพลัน

(เราว่างั้นนะ :-))

ป้ากะน้า ตอน ชื่นใจ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ความสุขง่าย ๆ ของน้า ที่ลอกเลียนแบบป้า กำลังเริ่มต้นขึ้น…

ทุกเช้าวันทำงาน น้าจะเดินไปที่จอดรถใกล้บ้าน เพื่อขับรถไปทำงาน แต่ะวันก็คล้ายกัน เดินไปถึง สตาร์ทรถ แล้วขับออกไป

แต่มีบางวัน ที่ไม่เหมือนทุกวัน

วันหนึ่ง เมื่อหลายวันมาแล้ว…

น้ากำลังเปิดประตูรถ สายตาแลเห็นคุณยายคนหนึ่งเดินผ่านมา เอ๊ะ นั่นคุณครูสมัยตอนที่น้าเรียน pre อนุบาลนี่นา น้าจึงยกมือไหว้และกล่าวคำสวัสดี

เหตุมีเพียงเท่านี้ แต่ผลยิ่งใหญ่ จนน้าน้ำตารื้น คุณครูบอกว่า สวัสดีค่ะ ดีใจจังที่หนูจำคนแก่ได้ มาทักทาย ยายเห็นหนูมาตั้งแต่เด็กเลย ดีใจ ๆ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

คำทักทายไม่เท่าสายตา คุณเคยสังเกตแววตาของคนที่มีความสุขอย่างมาก บ้างไหม

และที่ทำให้ตื้นตันสุดขีดก็คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุแห่งความสุขนั้น

เล่าให้ป้าฟัง ป้าบอกว่า คนแก่นั้น แค่มีคนคิดถึงก็สุขแล้ว (ป้าเข้าใจคนแก่ดี)

ความสุขที่เกิดจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขนี้ มีพลังอันยิ่งใหญ่โดยแท้ (สำหรับน้านะคะ)

ป้ากะน้า ตอน ความสุขมีอยู่รอบ ๆ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ป้ากะน้า อันที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งกายภาพ จินตภาพ และสถานภาพ อธิบายโดยง่ายคือ ป้าสูง น้าเตี้ย ป้าคิดอย่าง น้าคิดอย่าง (แต่หลัง ๆ ชักจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกที ความคิดนี้ osmosis กันได้ไม่ยากนัก) ที่สำคัญป้าฐานะดี ส่วนน้านั้น พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้

ข้อดีของความแตกต่าง คือการที่น้าได้เรียนรู้ ป้าเป็นคนมีความสุขง่าย ๆ อย่างเหลือเชื่อ ไม่เข้ากับฐานะ ตัวอย่างมีให้เห็นมาก เช่น กินน้ำแข็งบดแก้วเดียวสามบาท ป้าก็ฟินระดับสิบเหมือนนั่งในร้านกาแฟหรู ๆ หรือหมูปิ้งอร่อย ๆ สองไม้ ป้าก็ตาลอยหลุดอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ป้าทานง่าย แต่ถ่ายไม่คล่อง ถ้าวันไหนถ่ายคล่อง ป้าก็สุขราวกับถูกหวยรางวัลใหญ่ อย่างนั้นเลย

เห็นคนสุขง่าย ก็มาย้อนดูตนเองว่า อะไรที่ทำให้เรามีความสุขได้บ้าง ในทุกวันมีความสุขอยู่รอบ ๆ แต่เมื่อความทุกข์เข้าแทรก ก็ลืมความสุขเหล่านั้นไป แล้วไปจมอยู่กับกองทุกข์แทน เหมือนเอาของไม่ดีมาบังสายตา มองไม่เห็นของดีอย่างอื่นใดเลย

น่าเสียดายเวลาที่มี  24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน

แค่คิดต่างกัน  24 ชั่วโมงของแต่ละคนก็มีคุณภาพไม่เหมือนกันเลย

เอาโว้ย น้าจะตั้งต้นสุขง่าย ๆ บ้างล่ะนะ (วะ ฮ่าฮ่า)

ป้ากะน้า ตอน น้องหมาพาชื่นใจ


เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

วันคริสต์มาส กะว่าจะทำอะไรกันคะ?

คริสต์มาสปีนี้ หรือปีไหน ๆ น้าก็ไม่เคยจะมีแผนฉลองอะไรกับเขาหรอก แต่บังเอิญวันหยุดพักร้อนของน้าเหลือเยอะ น้าจึงหยุดกับเขาบ้างและวางแผน “อยู่บ้าน” อ๊ะ ๆ อยู่บ้านไม่ได้ทำกันง่าย ๆ นะคะ ต้องวางแผนอย่างดี โดยเฉพาะการอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย

และแล้วการอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิต ใครจะไปรู้ ไถมือถือไปมา ได้รับข่าวว่า “น้องหมู” ซึ่งจริง ๆ คือน้องหมาของคุณป้าอีกบ้านป่วยหนักต้องการเลือด มีน้องหมาพยายามจะบริจาคแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เรื่องบริจาคไม่ได้นี่น่าทึ่งมาก เผลอ ๆ เลือดจะหายากกว่าเลือดคนไหมนะ

เหตุที่ว่าบริจาคยากนั้น เริ่มตั้งแต่ตัวผู้บริจาค ที่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรค ฉีดวัคซีน และกินยาถ่ายพยาธิสม่ำเสมอ น้ำหนักตัว 20 กิโลอัพ อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ ถ้าเป็นน้องหมาสาว ๆ ต้องไม่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ และเลือดก็ต้อง match กับเลือดของผู้รับบริจาคได้ด้วยนะเออ

อืมมม… แล้วไงนะ น้าอะไม่ได้เลี้ยงหมาอะไรกับเขาหรอก แต่ป้าอะมีสองตัว ตัวนึงตอนนี้ดูหงอย ๆ ซึม ๆ อีกตัวดูคึกคัก กำลังสาวสะพรั่ง เลือดฝาดน่าจะดีนะนี่ กำลังจะหมดประจำเดือน มิรู้ว่าจะบริจาคได้ไหม แต่น้าคิดว่า หนู “เต้าหู้” นี่แหละ น่าจะเป็นความหวังในการช่วยน้องหมู

ว่าแล้วก็ติดต่อป้า ป้าบอกว่า ยินดีเลย ถ้าช่วยได้ เต้าหู้พร้อม คนดูแลพร้อม แต่มิมีรถ น้าบอกมาเลยว่าจะเอาไง อืมม ไปรถน้าก็ได้นะคะ น้าไปรับที่บ้านเองค่ะ พาหลานไปเที่ยว ได้เจอเพื่อนต่างสายพันธุ์ หลานอาจจะดี๊ด๊าก็ได้ ป้าฝากไว้ด้วยว่า ถ้าเจอน้องหมาหล่อ ๆ ให้น้าลองจีบ ๆ ไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน แหม่… ป้าคะ มีแต่น้องหมาไม่สบายอะค่ะ ส่วนที่บึกบึนมาบริจาคเลือดก็น้อยมากเลยค่ะ แถมที่เจอวันนี้ ตัวเมียหมดเลยยยย คงต้องไปหาคู่ที่อื่นค่ะ แต่มาทำบุญ กุศลอาจส่งให้เจอคู่ดี ๆ ก็ได้นะคะป้า เอ…ที่จะจับคู่ให้นี้ เขาเรียกว่าคลุมถุงชนไหมคะ

มาถึง รพ. หลังจากทำบัตรคนไข้แล้ว เต้าหู้ก็ถูกเจาะเลือดไปตรวจเพื่อดูว่าเลือดจะใช้ได้ไหม ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง คุณหมอก็ออกมาบอกว่า เต้าหู้ไปเข้าห้องกันค่ะ ได้บริจาคแล้ว เนื่องจากเต้าหู้แข็งแรง เลยได้บริจาค 450 cc. โห น้าบริจาคทุกทีแค่ 300 เองล่ะมั้ง สุดยอดมาก ตอนบริจาคเลือดมีโกนขนที่ขาเพื่อให้น้ำเกลือ และที่คอเพื่อดูดเลือดไป โดยมีให้ยาเพื่อให้เต้าหู้เคลิ้มหน่อย ๆ เสร็จกระบวนการ เต้าหู้ก็ได้รับผ้าพันคอน่ารักสำหรับ donor หนึ่งผืน พร้อมยาบำรุงเลือดและอาหารสุนัขกลับบ้านไปบำรุงกันต่อไป

ผ้าพันคอนี้เต้าหู้ภูมิใจมากไม่ยอมให้ถอดออกเลยเป็นวัน ๆ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเต้าหู้จะรู้สึกอย่างไร เท่าที่ดูก็เหมือนจะร่วมมือและมีความสุขดี แต่ผู้ที่มีความสุขยิ่งกว่า คือป้ากะน้านี่แล ที่ได้เห็นหลานมีโอกาสทำบุญช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกันในวันดี ๆ หวังว่าน้องหมูอาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่เคยคิดเลยว่า เลือดน้องหมาจะหายากเพียงนี้ หากท่านใดมีน้องหมาที่แข็งแรง ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างบุญให้น้องหมาและช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกัน สามารถบริจาคเลือดได้ทุก ๆ สามเดือน เหมือนมนุษย์เรานี้เลย

อ่อ น้าได้สวมรอยเป็นแม่หนูเต้าหู้ด้วยนะ แต่น่าจะมีคนจับได้ เพราะถามอะไรเกี่ยวกับหนู น้าตอบไม่ได้สักกะอย่าง ดูเลี้ยงลูกทิ้งขว้างชอบกล..



ป้ากะน้า ตอน สโคนที่อร่อยที่สุด

 

เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


แม้พลาดจากเค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย ป้าก็ยังหวังที่จะได้รับประทานขนมอร่อย ๆ ฉลองวันเกิด

วันหนึ่ง ป้าไลน์ถามน้าว่า รู้ไหม ร้าน Spoonful ย้ายไปไหน ร้านเดิมที่เคยอยู่หลังสวนปิดไปแล้ว

ร้านนี้มีอะไรเด็ดหรือคะป้า

อ๋อ น้า ร้านนี้ scone อร่อยที่สุดเลย ไม่มีร้านไหนเทียบได้ ตั้งแต่กินขนมชนิดนี้มา

น้าก็แอบคิดนะ ป้าชิมสโคนมากี่ร้านหนอ แต่อร่อยที่สุดของป้า มั่นใจว่าต้องไม่ธรรมดาล่ะนะ

คำถามของป้า อากู๋ช่วยได้ ร้านเขามี FB page ส่งข้อความไปถามก็ได้แล้วว่าขายอยู่ที่ใด

แต่ว่า…ป้าไม่ได้สโคนเป็นของขวัญวันเกิดหรอกนะ … ป้าต้องไปซื้อเอง

เรื่องจ่ายตังค์ไม่เป็นประเด็น ถ้ามันอร่อยคุ้มที่จะดั้นด้นไปซื้อ

สโคนมีหลายรส โชคไม่เข้าข้างนัก วันที่ป้าไปเหลือแต่ plain และเนื่องจากชิ้นละ 90 บาท ไม่รู้ว่าน้ากินเป็นไหม ป้าก็ยังใจดีซื้อมาฝาก …หนึ่งชิ้น…

อ้าว …ถ้าชอบคราวหน้าจะซื้อให้เยอะ ๆ ไงน้า ไม่ได้ประหยัดนะ แต่ป้าน่ะ หลีกเลี่ยง food waste มันไม่ดีต่อโลกใบนี้ (ท่อนนี้ น้าจินตนาการจากสายตาป้า ผสมกับมุขตลกบริโภคของน้าเอง)

อืมมม..ห่อมาดูดี ใช้ masking tape ด้วย ป้าเล่าว่า ร้านนี้นอกจากสโคนอร่อยแล้ว สมัยก่อนยังขาย masking tape ยี่ห้อดังที่ชื่อ MT แถมขายแท่นตัด masking tape แบบน่ารักที่เขาทำมือเองอีกด้วย ตอนนี้เลิกขายแล้ว ไปถามหา ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เขายังใช้ masking tape แปะถุงขนมอยู่

น้าเพิ่งเข้าใจว่าสรรพสิ่งในโลกของป้าเชื่อมโยงกันแบบนี้นี่เอง การได้ masking tape แต่ไม่ได้เค้กที่อร่อยที่สุดของประเทศ ทำให้นึกถึงร้านขายแท่นตัด ที่มีขนมอร่อยขายด้วย

ป้าคะ สโคนหอมมาก แต่มันมาเปล่า ๆ แบบนี้เลยหรือคะ

ไม่นะน้า มีครีมกับสตอเบอรี่มาด้วย เรียกว่า Clotted Cream แต่อยู่ที่ตู้เย็นบ้านป้า ป้าไปประชุมครึ่งวัน ถ้าถือไป เจอกับอุณหภูมิห้องที่แสนร้อนอย่างบ้านเรา มันจะไม่อยู่ในสภาพที่ทานได้นะน้า

…  ป้าเป็นคนรอบคอบ

แต่น้าอยากจะเก็บไว้ชิมพรุ่งนี้ไหมล่ะ ป้าจะขนครีมกับสตอเบอรี่มาให้ อืมมม…ก็ดีนะ

…เฮ้ย..ไม่ได้สิคะป้า น้ากินเจค่ะ เริ่มพรุ่งนี้

งั้น.. วันนี้น้าก็กินเปล่า ๆ ไปแหละ อย่าทำหกนะ กัดร่วงคำหนึ่งหลายบาท

เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ป้าห่วงเรื่อง food waste จริง จริ๊ง

โห … อร่อยผุด ๆ ขนาด plain นะคะป้า หอมมัน มีรสหวานเค็มเล็ก ๆ ปลายลิ้น แต่ยังไม่ทันจะกินเพลิน หมดสิคะไม่มี food waste ให้ป้าเสียใจ

รุ่งขึ้นป้ามาพร้อมถุงกระดาษอีกใบ โอ้ว..ครีมกับแยม อ้าว…แล้วจะทานกับอะไรล่ะคะ แถมครีมน่ะทานไม่ได้นะป้า กินเจแหล่ว

รับไปเหอะน้า ลูกป้าบอกว่าครีมกับแยมอร่อยสุดยอด ต้องให้น้าให้ได้

แหม่..ขอบคุณหลานที่มีน้ำใจ น้าก็เกรงใจไม่อยากให้มี food waste ยังแช่ตู้เย็นไว้ ออกเจแล้วค่อยมาลุ้นกัน ว่าจะรอดไหม

ขอบคุณทั้งป้าและหลานน้อย ที่เปิดประสบการณ์ให้น้าได้ทานของอร่อย ๆ ค่ะ