ป้ากะน้า ตอน ชื่นใจ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ความสุขง่าย ๆ ของน้า ที่ลอกเลียนแบบป้า กำลังเริ่มต้นขึ้น…

ทุกเช้าวันทำงาน น้าจะเดินไปที่จอดรถใกล้บ้าน เพื่อขับรถไปทำงาน แต่ะวันก็คล้ายกัน เดินไปถึง สตาร์ทรถ แล้วขับออกไป

แต่มีบางวัน ที่ไม่เหมือนทุกวัน

วันหนึ่ง เมื่อหลายวันมาแล้ว…

น้ากำลังเปิดประตูรถ สายตาแลเห็นคุณยายคนหนึ่งเดินผ่านมา เอ๊ะ นั่นคุณครูสมัยตอนที่น้าเรียน pre อนุบาลนี่นา น้าจึงยกมือไหว้และกล่าวคำสวัสดี

เหตุมีเพียงเท่านี้ แต่ผลยิ่งใหญ่ จนน้าน้ำตารื้น คุณครูบอกว่า สวัสดีค่ะ ดีใจจังที่หนูจำคนแก่ได้ มาทักทาย ยายเห็นหนูมาตั้งแต่เด็กเลย ดีใจ ๆ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

คำทักทายไม่เท่าสายตา คุณเคยสังเกตแววตาของคนที่มีความสุขอย่างมาก บ้างไหม

และที่ทำให้ตื้นตันสุดขีดก็คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุแห่งความสุขนั้น

เล่าให้ป้าฟัง ป้าบอกว่า คนแก่นั้น แค่มีคนคิดถึงก็สุขแล้ว (ป้าเข้าใจคนแก่ดี)

ความสุขที่เกิดจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขนี้ มีพลังอันยิ่งใหญ่โดยแท้ (สำหรับน้านะคะ)

ป้ากะน้า ตอน ความสุขมีอยู่รอบ ๆ

เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

ป้ากะน้า อันที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งกายภาพ จินตภาพ และสถานภาพ อธิบายโดยง่ายคือ ป้าสูง น้าเตี้ย ป้าคิดอย่าง น้าคิดอย่าง (แต่หลัง ๆ ชักจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกที ความคิดนี้ osmosis กันได้ไม่ยากนัก) ที่สำคัญป้าฐานะดี ส่วนน้านั้น พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้

ข้อดีของความแตกต่าง คือการที่น้าได้เรียนรู้ ป้าเป็นคนมีความสุขง่าย ๆ อย่างเหลือเชื่อ ไม่เข้ากับฐานะ ตัวอย่างมีให้เห็นมาก เช่น กินน้ำแข็งบดแก้วเดียวสามบาท ป้าก็ฟินระดับสิบเหมือนนั่งในร้านกาแฟหรู ๆ หรือหมูปิ้งอร่อย ๆ สองไม้ ป้าก็ตาลอยหลุดอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ป้าทานง่าย แต่ถ่ายไม่คล่อง ถ้าวันไหนถ่ายคล่อง ป้าก็สุขราวกับถูกหวยรางวัลใหญ่ อย่างนั้นเลย

เห็นคนสุขง่าย ก็มาย้อนดูตนเองว่า อะไรที่ทำให้เรามีความสุขได้บ้าง ในทุกวันมีความสุขอยู่รอบ ๆ แต่เมื่อความทุกข์เข้าแทรก ก็ลืมความสุขเหล่านั้นไป แล้วไปจมอยู่กับกองทุกข์แทน เหมือนเอาของไม่ดีมาบังสายตา มองไม่เห็นของดีอย่างอื่นใดเลย

น่าเสียดายเวลาที่มี  24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน

แค่คิดต่างกัน  24 ชั่วโมงของแต่ละคนก็มีคุณภาพไม่เหมือนกันเลย

เอาโว้ย น้าจะตั้งต้นสุขง่าย ๆ บ้างล่ะนะ (วะ ฮ่าฮ่า)

ป้ากะน้า ตอน น้องหมาพาชื่นใจ


เรื่องเล่าของป้ากะน้า
เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ

วันคริสต์มาส กะว่าจะทำอะไรกันคะ?

คริสต์มาสปีนี้ หรือปีไหน ๆ น้าก็ไม่เคยจะมีแผนฉลองอะไรกับเขาหรอก แต่บังเอิญวันหยุดพักร้อนของน้าเหลือเยอะ น้าจึงหยุดกับเขาบ้างและวางแผน “อยู่บ้าน” อ๊ะ ๆ อยู่บ้านไม่ได้ทำกันง่าย ๆ นะคะ ต้องวางแผนอย่างดี โดยเฉพาะการอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย

และแล้วการอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิต ใครจะไปรู้ ไถมือถือไปมา ได้รับข่าวว่า “น้องหมู” ซึ่งจริง ๆ คือน้องหมาของคุณป้าอีกบ้านป่วยหนักต้องการเลือด มีน้องหมาพยายามจะบริจาคแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เรื่องบริจาคไม่ได้นี่น่าทึ่งมาก เผลอ ๆ เลือดจะหายากกว่าเลือดคนไหมนะ

เหตุที่ว่าบริจาคยากนั้น เริ่มตั้งแต่ตัวผู้บริจาค ที่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรค ฉีดวัคซีน และกินยาถ่ายพยาธิสม่ำเสมอ น้ำหนักตัว 20 กิโลอัพ อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ ถ้าเป็นน้องหมาสาว ๆ ต้องไม่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ และเลือดก็ต้อง match กับเลือดของผู้รับบริจาคได้ด้วยนะเออ

อืมมม… แล้วไงนะ น้าอะไม่ได้เลี้ยงหมาอะไรกับเขาหรอก แต่ป้าอะมีสองตัว ตัวนึงตอนนี้ดูหงอย ๆ ซึม ๆ อีกตัวดูคึกคัก กำลังสาวสะพรั่ง เลือดฝาดน่าจะดีนะนี่ กำลังจะหมดประจำเดือน มิรู้ว่าจะบริจาคได้ไหม แต่น้าคิดว่า หนู “เต้าหู้” นี่แหละ น่าจะเป็นความหวังในการช่วยน้องหมู

ว่าแล้วก็ติดต่อป้า ป้าบอกว่า ยินดีเลย ถ้าช่วยได้ เต้าหู้พร้อม คนดูแลพร้อม แต่มิมีรถ น้าบอกมาเลยว่าจะเอาไง อืมม ไปรถน้าก็ได้นะคะ น้าไปรับที่บ้านเองค่ะ พาหลานไปเที่ยว ได้เจอเพื่อนต่างสายพันธุ์ หลานอาจจะดี๊ด๊าก็ได้ ป้าฝากไว้ด้วยว่า ถ้าเจอน้องหมาหล่อ ๆ ให้น้าลองจีบ ๆ ไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน แหม่… ป้าคะ มีแต่น้องหมาไม่สบายอะค่ะ ส่วนที่บึกบึนมาบริจาคเลือดก็น้อยมากเลยค่ะ แถมที่เจอวันนี้ ตัวเมียหมดเลยยยย คงต้องไปหาคู่ที่อื่นค่ะ แต่มาทำบุญ กุศลอาจส่งให้เจอคู่ดี ๆ ก็ได้นะคะป้า เอ…ที่จะจับคู่ให้นี้ เขาเรียกว่าคลุมถุงชนไหมคะ

มาถึง รพ. หลังจากทำบัตรคนไข้แล้ว เต้าหู้ก็ถูกเจาะเลือดไปตรวจเพื่อดูว่าเลือดจะใช้ได้ไหม ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง คุณหมอก็ออกมาบอกว่า เต้าหู้ไปเข้าห้องกันค่ะ ได้บริจาคแล้ว เนื่องจากเต้าหู้แข็งแรง เลยได้บริจาค 450 cc. โห น้าบริจาคทุกทีแค่ 300 เองล่ะมั้ง สุดยอดมาก ตอนบริจาคเลือดมีโกนขนที่ขาเพื่อให้น้ำเกลือ และที่คอเพื่อดูดเลือดไป โดยมีให้ยาเพื่อให้เต้าหู้เคลิ้มหน่อย ๆ เสร็จกระบวนการ เต้าหู้ก็ได้รับผ้าพันคอน่ารักสำหรับ donor หนึ่งผืน พร้อมยาบำรุงเลือดและอาหารสุนัขกลับบ้านไปบำรุงกันต่อไป

ผ้าพันคอนี้เต้าหู้ภูมิใจมากไม่ยอมให้ถอดออกเลยเป็นวัน ๆ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเต้าหู้จะรู้สึกอย่างไร เท่าที่ดูก็เหมือนจะร่วมมือและมีความสุขดี แต่ผู้ที่มีความสุขยิ่งกว่า คือป้ากะน้านี่แล ที่ได้เห็นหลานมีโอกาสทำบุญช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกันในวันดี ๆ หวังว่าน้องหมูอาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่เคยคิดเลยว่า เลือดน้องหมาจะหายากเพียงนี้ หากท่านใดมีน้องหมาที่แข็งแรง ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างบุญให้น้องหมาและช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกัน สามารถบริจาคเลือดได้ทุก ๆ สามเดือน เหมือนมนุษย์เรานี้เลย

อ่อ น้าได้สวมรอยเป็นแม่หนูเต้าหู้ด้วยนะ แต่น่าจะมีคนจับได้ เพราะถามอะไรเกี่ยวกับหนู น้าตอบไม่ได้สักกะอย่าง ดูเลี้ยงลูกทิ้งขว้างชอบกล..



ป้ากะน้า ตอน สโคนที่อร่อยที่สุด

 

เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


แม้พลาดจากเค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย ป้าก็ยังหวังที่จะได้รับประทานขนมอร่อย ๆ ฉลองวันเกิด

วันหนึ่ง ป้าไลน์ถามน้าว่า รู้ไหม ร้าน Spoonful ย้ายไปไหน ร้านเดิมที่เคยอยู่หลังสวนปิดไปแล้ว

ร้านนี้มีอะไรเด็ดหรือคะป้า

อ๋อ น้า ร้านนี้ scone อร่อยที่สุดเลย ไม่มีร้านไหนเทียบได้ ตั้งแต่กินขนมชนิดนี้มา

น้าก็แอบคิดนะ ป้าชิมสโคนมากี่ร้านหนอ แต่อร่อยที่สุดของป้า มั่นใจว่าต้องไม่ธรรมดาล่ะนะ

คำถามของป้า อากู๋ช่วยได้ ร้านเขามี FB page ส่งข้อความไปถามก็ได้แล้วว่าขายอยู่ที่ใด

แต่ว่า…ป้าไม่ได้สโคนเป็นของขวัญวันเกิดหรอกนะ … ป้าต้องไปซื้อเอง

เรื่องจ่ายตังค์ไม่เป็นประเด็น ถ้ามันอร่อยคุ้มที่จะดั้นด้นไปซื้อ

สโคนมีหลายรส โชคไม่เข้าข้างนัก วันที่ป้าไปเหลือแต่ plain และเนื่องจากชิ้นละ 90 บาท ไม่รู้ว่าน้ากินเป็นไหม ป้าก็ยังใจดีซื้อมาฝาก …หนึ่งชิ้น…

อ้าว …ถ้าชอบคราวหน้าจะซื้อให้เยอะ ๆ ไงน้า ไม่ได้ประหยัดนะ แต่ป้าน่ะ หลีกเลี่ยง food waste มันไม่ดีต่อโลกใบนี้ (ท่อนนี้ น้าจินตนาการจากสายตาป้า ผสมกับมุขตลกบริโภคของน้าเอง)

อืมมม..ห่อมาดูดี ใช้ masking tape ด้วย ป้าเล่าว่า ร้านนี้นอกจากสโคนอร่อยแล้ว สมัยก่อนยังขาย masking tape ยี่ห้อดังที่ชื่อ MT แถมขายแท่นตัด masking tape แบบน่ารักที่เขาทำมือเองอีกด้วย ตอนนี้เลิกขายแล้ว ไปถามหา ไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เขายังใช้ masking tape แปะถุงขนมอยู่

น้าเพิ่งเข้าใจว่าสรรพสิ่งในโลกของป้าเชื่อมโยงกันแบบนี้นี่เอง การได้ masking tape แต่ไม่ได้เค้กที่อร่อยที่สุดของประเทศ ทำให้นึกถึงร้านขายแท่นตัด ที่มีขนมอร่อยขายด้วย

ป้าคะ สโคนหอมมาก แต่มันมาเปล่า ๆ แบบนี้เลยหรือคะ

ไม่นะน้า มีครีมกับสตอเบอรี่มาด้วย เรียกว่า Clotted Cream แต่อยู่ที่ตู้เย็นบ้านป้า ป้าไปประชุมครึ่งวัน ถ้าถือไป เจอกับอุณหภูมิห้องที่แสนร้อนอย่างบ้านเรา มันจะไม่อยู่ในสภาพที่ทานได้นะน้า

…  ป้าเป็นคนรอบคอบ

แต่น้าอยากจะเก็บไว้ชิมพรุ่งนี้ไหมล่ะ ป้าจะขนครีมกับสตอเบอรี่มาให้ อืมมม…ก็ดีนะ

…เฮ้ย..ไม่ได้สิคะป้า น้ากินเจค่ะ เริ่มพรุ่งนี้

งั้น.. วันนี้น้าก็กินเปล่า ๆ ไปแหละ อย่าทำหกนะ กัดร่วงคำหนึ่งหลายบาท

เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ป้าห่วงเรื่อง food waste จริง จริ๊ง

โห … อร่อยผุด ๆ ขนาด plain นะคะป้า หอมมัน มีรสหวานเค็มเล็ก ๆ ปลายลิ้น แต่ยังไม่ทันจะกินเพลิน หมดสิคะไม่มี food waste ให้ป้าเสียใจ

รุ่งขึ้นป้ามาพร้อมถุงกระดาษอีกใบ โอ้ว..ครีมกับแยม อ้าว…แล้วจะทานกับอะไรล่ะคะ แถมครีมน่ะทานไม่ได้นะป้า กินเจแหล่ว

รับไปเหอะน้า ลูกป้าบอกว่าครีมกับแยมอร่อยสุดยอด ต้องให้น้าให้ได้

แหม่..ขอบคุณหลานที่มีน้ำใจ น้าก็เกรงใจไม่อยากให้มี food waste ยังแช่ตู้เย็นไว้ ออกเจแล้วค่อยมาลุ้นกัน ว่าจะรอดไหม

ขอบคุณทั้งป้าและหลานน้อย ที่เปิดประสบการณ์ให้น้าได้ทานของอร่อย ๆ ค่ะ

 

 

 

ป้ากะน้า ตอน masking tape

เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


ความน่าสนใจของ wish list ของป้าประการหนึ่งคือ มีความยืดหยุ่น ป้าไปเจออะไร คิดอะไรออก ป้าก็จะกลับมาปรับ wish list ซึ่งก็จะมีแต่เพิ่มขึ้น เรื่องตัดออกลืมไปได้ เพราะการเพิ่ม จะทำให้ผู้ให้มีทางเลือกมากขึ้น ป้าเขาคิดถึงความสะดวกของคนให้ไว้พร้อม

เช้าวันจันทร์หนึ่ง ป้าบอกว่าเสาร์อาทิตย์ป้าไปช้อปปิ้ง เจอของที่อยากได้เป็นของขวัญ รู้จักไหม masking tape อืมม…น้าส่งสายตาว่างเปล่ากลับไป อะไรคะป้า…น้า out…

ป้าเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า masking tape นี่ป้าเข้าใจว่ามีจุดกำเนิดมาจากเทปไว้ปิดเฟอร์นิเจอร์หรือบริเวณที่เราไม่ต้องการให้สีเลอะ เวลาทาสี คุณสมบัติสำคัญคือ ลอกออกง่าย โดยที่กาวไม่เลอะตกค้าง

อ๋อ… แบบนั้นนึกออกค่ะ บ้านน้ามีเยอะ พ่อน้าเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ อ้าว…ไม่ใช่แบบที่บ้านน้ามี สีครีม ๆ หรอกหรือคะ

อย่างนี้นะน้า ต่อมา เขาก็พัฒนาให้มีลวดลายสีสันสวยงาม เอาไว้ใช้ตกแต่งพวกงาน  DIY ซองจดหมาย สมุดโน๊ต ของจุกจิก แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ตกแต่งห้องหรือเฟอร์นิเจอร์ก็มี

หลังจากให้ความรู้แล้ว ป้าก็ปิดท้าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายว่า ป้าต้องการหนึ่งม้วน ลายสวยมาก ซื้อที่ร้านนี้นะมีขาย ราคาเก้าสิบกว่าบาท ลายนี้เท่านั้นนะ ป้าบอกลูกไว้แล้ว

ปัญหาคือ ลายนี้เท่านั้น นี่คือลายไหนกันนะคะ เหอ ๆ ถ้าจะถามลูกป้า ก็ท่าทางจะไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ ถึงจะจำได้ จะอธิบายกันอย่างไร ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย

แต่การสนทนาไม่เสียเปล่า น้าลองไปค้นดู  masking tape  เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยไม่ถึงสิบปี ในร้านออนไลน์มีให้เลือกมากมายมหาศาล ดูราคาและรวมค่าส่งให้ดีก่อนสั่งซื้อนะจ๊ะ

คุณสมบัติที่เขามักโฆษณา นอกจากความกว้างความยาวแล้วก็มี features อีกเพียบกัน อาทิ

  • ลายน่ารัก ลายชัดเจน สีสวย เรื่องลายนี้ น้าลองดูสารพัดลายจริง ๆ
  • ฉีกด้วยมือได้ ไม่ต้องใช้กรรไกรตัด แต่หลายรุ่นก็ขายพร้อมที่ตัด และบางร้านก็ขายที่ตัดแยกต่างหาก
  • เขียนทับได้ ใช้ปากกาได้หลายประเภทในการเขียนทับ
  • แกะติดใหม่ได้หลายรอบ
  • blah blah  เลือกซื้อกันได้ตามความต้องการ

ค้นดูตาม blog  อื่น ๆ เขาเล่ากันว่า เดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกล แบบเป็นโลหะแวววาวก็มี แบบลอกเฉพาะลายออกมาก็มี แบบที่ว่ามาเหล่านี้ น้าไม่เคยเห็น

อย่าว่าแต่แบบที่พัฒนาแล้วเลย แบบธรรมดาก็ไม่เค้ย ไม่เคย

สุดท้าย ป้าก็ได้อะไรที่ใกล้เคียงกับ wish list เพราะน้าอยากรู้อยากเห็น และหวังว่าจะพอเป็นของแทนกันได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อยยยยย ล่ะค่ะ

ป้ากะน้า ตอน เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

จบตอนที่แล้วไว้แบบนี้ เพราะที่น้าเชื่อว่า ป้าเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ เนื่องจากใน wish list  ของป้าปีนี้ มีสิ่งที่ป้าอยากได้มากคือ เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

โห…ร้านไหนนะ แล้วจะไปซื้อยังไงนะ ถ้าเกิดร้านตั้งอยู่ไกลสุดกู่

ไม่ต้องห่วง ป้าไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น หาชื่อร้านมาให้ป้าก็พอนะ ป้าไปซื้อเอง

แล้วน้าจะหาชื่อร้านมาจากไหนกันนะ

อ่อ ป้าแนะให้ การทำวิจัย มีทั้งแบบปฐมภูมิ และทุติยภูมิ น้าควรทำทั้งทุติยภูมิ โดยพึ่งพาถามไถ่อากู๋ก่อน จากนั้น ค่อยสำรวจแบบปฐมภูมิ คือ ไปถามคนจริง ๆ อีกที

ไหมล่ะ

…คุณค่าของการให้ อยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

อืมม…ไม่ลองไม่รู้นะจ๊ะ

น้าเริ่มลงมือค้นหาด้วยคำค้น เค้กที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย

ใครบอกว่า อากู๋ ถามได้ทุกอย่างนะ  เรื่องนี้ อากู๋บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ ตอบว่าร้านนี้ฟินบ้าง ร้านนี้น่าไปกินบ้าง เค้กร้านนี้น่ารักบ้าง แถมไม่ใช่อะไรที่เป็นที่สุดในประเทศ ส่วนใหญ่แค่ระดับจังหวัด

ความหวังเลือนลางจากการพึ่งพาอากู๋ ถ้างั้นลองไปสำรวจแบบปฐมภูมิดูบ้าง ทำ Poll บน Line สิ ง่ายและเร็ว

จริงด้วย ถามปุ๊บได้คำตอบปั๊บ ถ้าแข่งกันในเรื่อง  response time บนโลกโซเชียล ประเทศเราคงได้ที่หนึ่ง

แต่ช้าก่อน คำตอบที่ได้นี่สิ

  • ยากนะ เค้กมีหลายแบบ หลายรส
  • ไม่ได้เคยกินทั่วประเทศ จะไปรู้ได้ไง
  • อร่อยของแต่ละคนเหมือนกันปะ อะไรเรียกว่าอร่อย
  • blah blah

สรุปว่า ล้มเหลว ทั้งการเก็บข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ

น้าลองวิเคราะห์ดูว่า สาเหตุของการวิจัยที่ failed fast  ขนาดนี้คืออะไร ได้คำตอบแบบคิดเอง ดังนี้

  • ขอบเขตการวิจัยที่กว้างมาก ตั้งแต่คำว่าเค้ก ที่มีไม่รู้กี่ร้อยชนิด ไปจนถึงประเทศไทย ที่มีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร
  • นิยามของคำว่า “อร่อย” มีความแตกต่างกันอย่างมากสำหรับแต่ละปัจเจกชน จะมองที่ผิวสัมผัส รสชาติ บางคนก็ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ และประโยชน์ต่อสุขภาพ โอ้ว เยอะ!!!…. ยิ่งไปผูกกับตัวแปรคือ เค้กที่มีหลากชนิดแล้ว อะไรเรียกว่า “อร่อย” นะ

การศึกษาเบื้องต้นนี้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำวิจัยคราวหน้า อาจจะเริ่มจากอะไรที่แคบลงมาหน่อย เช่น เค้ก chocolate ที่ไหน อร่อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร โดยนิยามคำว่า “อร่อย”ให้ชัดเจนขึ้น

จะว่าล้มเหลวก็ไม่เชิง  อย่างน้อยการวิจัยนี้ ก็ ใส่ใจ และจริงจัง นะ

ป้ากะน้า ตอน wish list


เรื่องเล่าของป้ากะน้า

เพราะชะตาพามาเจอกัน แต่ละวันจึงฮาเฮ


ป้าเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ในขณะที่น้าเป็นคนชอบฟัง ในแต่ละวัน ป้าจึงมักเล่าเรื่องที่ป้าคิดได้สังเกตได้ให้น้าฟัง เผื่อว่าน้าจะได้ประโยชน์บ้าง

ใกล้วันเกิดป้า ป้าก็เริ่มแบ่งปันข้อมูลของขวัญวันเกิดที่ป้าอยากได้ และเริ่มตั้งคำถามว่า เวลาคนให้ของขวัญคนอื่น ตอนเลือกซื้อนั้น เพราะ

…..เราอยากให้ หรือ เขาอยากได้…..

อืมมม …น้าคิดอยู่ตั้งนาน แล้วก็คิดออกว่า น้าเป็นพวกอยากให้ของที่เราคิดว่าดี เพราะคิดว่า ของสิ่งนั้นจะดีสำหรับผู้รับด้วย แต่ก็ลืมคิดไปว่า เขาอยากได้ไหมนะ

ข้อมูลของขวัญที่ป้าอยากได้ ป้าจะทำเป็น  2 บัญชี บัญชีแรก เป็นของที่ป้าอยากได้ แต่ถ้าจะซื้อให้ มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ คงยังไม่พอ ป้าเขาทำบัญชีนี้ไว้ให้ดูเฮ ๆ รายการในบัญชีนี้ แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของป้า เครื่องเพชรบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดหรูบ้าง ว่ากันไป แต่อย่างที่ว่า ทำไว้เฮ มีแต่คนเหล่ตามอง เพราะซื้อไม่ไหว ป้าเขาทำไว้ เพื่อความสุขใจเฉย ๆ

บัญชีที่สอง จะเป็นบัญชีที่ใคร ๆ ก็ซื้อให้ป้าได้ พวกขนม นม เนย มีทั้งไทย จีน ฝรั่ง เฉพาะร้านที่ป้าคัดมาแล้วว่าอร่อย  ถูกลิ้นป้า หรือพวกของใช้จุกจิก ของพวก DIY คิกขุโนเนะ ที่ป้าเอาไว้ทำการฝีมือในวัยใกล้เกษียณ แบบแบงก์ร้อยหนึ่งใบ ยังได้ตังค์ทอนกลับมา

ทำเสร็จแล้วป้าก็ฝากบอกคนที่สนิท ๆ กัน ว่าอยากได้ตามนี้นะ เลือกได้ว่าจะให้อะไรป้า น้าได้รับมาก็แอบคิดว่า อืมมม …ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ของขวัญสักหน่อย หรือนี่จะเป็นเทคนิคการทวงโดยอ้อมนะ

ที่ป้าทำบัญชีนี้ มีศัพท์อย่างเป็นทางการว่า  wish list ที่ในหลายวัฒนธรรมเขาทำกันเป็นปกติ ยิ่งในยุคนี้ เขาทำ  wish list  แบบออนไลน์ ทำเสร็จแชร์บน  social media  ได้เลย

ถ้าให้ของกันตาม wish list คนรับจะได้ของที่ต้องการ ไม่เกิดเหตุที่คนให้ต้องมโนกันหัวแทบระเบิด แต่พอเปิดกล่องออกมา กลับไม่ใช่ คนรับก็อาจต้องพยายามทำหน้ามีความสุข เพื่อที่คนให้จะได้มีความสุขไปด้วย

ซื้อของในบัญชีที่สองให้ ป้าก็สุขใจแล้ว

เพราะคุณค่าของการให้ น่าจะอยู่ที่การคิดถึง และใส่ใจ อย่างจริงจัง

…..กระมัง

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 3 (จบ)

Gratitude is the sign of noble souls.

–Aesop

การดูแลผู้ป่วยสมองเสืื่อมนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับคนที่ดูแลในหลายด้าน ได้แก่

  • การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคและวิธีการดูแล
  • การมีเวลาดูแลผู้ป่วยอย่างจริงจัง
  • การมีทุนทรัพย์ เพราะค่ายายังคงแพงอยู่มาก
  • การรักษาร่างกายให้แข็งแรง พร้อมที่จะดูแล
  • การมีจิตใจที่พร้อมจะดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้ป่วย

สิ่งที่อาจจะทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยวิตกกังวล และเกิดความเครียดได้สูงมาก น่าจะเป็นกรณีที่ผู้ป่วยมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือก้าวร้าว โดยหลัก ๆ ผู้บรรยาย ได้แนะนำว่า มีสาเหตุอยู่สามส่วนด้วยกัน คือ ผู้ป่วย สิ่งแวดล้อม และผู้ดูแล

ผู้ป่วย

  • อาจเกิดจากร่างกาย เช่น เจ็บไข้ ไม่สบายตัว หิว ท้องผูก อากาศร้อน หรือสมองเสื่อมลง

สิ่งแวดล้อม

  • เช่น เสียงดัง มีคนมาเยี่ยม มีใครมาพูดให้ไม่สบายใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เกิดความเครียดแก่ผู้ป่วยทั้งสิ้น

ผู้ดูแล

  • อาจมีความคาดหวังมากไป มีความเครียด ขาดการพักผ่อน สื่อสารกับผู้ป่วยได้ไม่ดี อารมณ์หงุดหงิด หรือซึมเศร้า แบบนี้ก็สร้างแรงกดดันให้ทั้งตนเองและผู้ป่วยเลยทีเดียว

รู้ปัจจัยแล้ว ก็คงต้องลองสังเกต และหาวิธีลดปัจจัยเหล่านี้ลง เพื่อทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลเองนะคะ


การสื่อสารกับผู้ป่วย

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลมักจะเจอกันทั้งนั้น ทำอย่างไรจึงจะสื่อสารกับผู้ป่วยได้ ที่ไปอบรมมาวิทยากรก็ให้คำแนะนำมามากทีเดียว

  • สร้างบรรยากาศเชิงบวกเวลาจะสื่อสาร ไม่ตำหนิ ไม่พูดจารุนแรง
  • สร้างความสนใจกับผู้ป่วย ต้องสนใจกันและกัน (โดยผู้ดูแลต้องตั้งใจสื่อสาร แบบที่พูดไปตอบข้อความในมือถือไปคงไม่ใช่)
  • พูดช้า ๆ พูดชัด ๆ ค่อย ๆ บอกข้อมูลทีละนิด และอาจต้องพูดซักซ้อมหลายรอบ
  • เวลาพูดให้เห็นหน้ากัน อาจจะสะกิดผู้ป่วยให้หันมามองและตั้งใจฟัง
  • ถามคำถามที่ตอบง่าย ๆ มีตัวเลือกสั้น ๆ จำนวนน้อย ๆ อย่าถามคำถามปลายเปิด
  • ฟังผู้ป่วยทั้งหู ตา และใจ
  • แบ่งกิจกรรมที่จะให้ผู้ป่วยทำเป็นขั้นตอนง่าย เช่น แต่งตัว แบ่งเป็น เลือกเสื้อ ใส่เสื้อ เลือกกางเกง ใส่กางเกง
  • ถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดให้เบี่ยงเบนความสนใจ การถกเถียงกับผู้ป่วย ไม่เกิดประโยชน์อันใด
  • ห้ามสั่ง ใช้วิธีเจรจา เพราะผู้ป่วยอาจเป็นพ่อแม่เรา ลองนึกถึงใจผู้ป่วย เวลาลูกมาสั่ง
  • สังเกตและคุยกับผู้ป่วยให้มาก ให้เวลามาก ๆ
  • ให้กำลังใจในสิ่งที่ทำได้ ชื่นชมเมื่อสำเร็จในแต่ละขั้นตอนหรือเป้าหมายเล็ก ๆ
  • ไม่ตอกย้ำในสิ่งที่ทำไม่ได้หรือทำผิด

ปัญหาที่พบบ่อย

ผู้ป่วยเดินออกจากบ้าน

  • สาเหตุอาจเกิดจากกระสับกระส่าย หรือสับสนทิศทาง ทานของหวานมากไป ทานกาแฟ เครียด กลัว ระแวงคนในบ้าน
  • แนวทางป้องกัน เช่น กลอนซับซ้อนขึ้น มีผ้าม่านบังประตูทางออก มีพรมสีดำวางไว้ที่ประตู ให้ใช้พลังงานในทางอื่น เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น
  • ทำป้ายติดตามเสื้อ ให้สามารถติดต่อญาติได้ หรือลองเลือกใช้ GPS Tracker  ตอนนี้ราคาไม่แพงแล้ว

ก้าวร้าว กระสับกระส่าย

  • มีสาเหตุ ลองวิเคราะห์สามปัจจัยตามที่ได้เล่ามาข้างบน และแก้ที่สาเหตุ
  • ควรสำรวจและนำอาวุธให้ห่างไกลผู้ป่วย หากเป็นมากควรปรึกษาแพทย์

ถามซ้ำ ๆ 

  • ผู้ดูแลต้องไม่หงุดหงิด
  • เบี่ยงเบนให้ทำอย่างอื่น
  • ไม่บอกแผนการล่วงหน้าที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลและถามซ้ำ ๆ

หวาดระแวง ประสาทหลอน

  • เช่น บอกว่ามีผี หรือเงินหาย
  • ไม่ต่อต้าน อย่าบอกว่า ไม่จริงหรือไม่มี ถ้าคิดว่าเงินหาย อาจใส่เงินไว้ในกระเป๋าเล็กน้อย ตลอดเวลา ถ้ากลัวผีเราไปกอดและนั่งเป็นเพื่อน

กลางคืนไม่นอน นอนกลางวัน

  • เช้า พาไปตากแดด กลางวันเปิดหน้าต่างหรือไฟให้สว่าง ตอนเย็นออกกำลังกายพอควร ตอนนอนปิดไฟ สร้างบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การนอน
  • หากเป็นมากควรพบแพทย์ การใช้ยาช่วยหลับควรเป็นทางเลือกท้าย ๆ

ไม่ยอมอาบน้ำ

  • ให้หาสาเหตุก่อน เช่น น้ำร้อนไป เย็นไป อายลูกไม่อยากให้ลูกช่วยอาบ
  • เจอสาเหตุแล้วก็แก้ไขที่ตรงเหตุนั้น

พฤติกรรมทางเพศ

  • ไม่ให้มีสิ่งเร้า
  • ให้กอดตุ๊กตา ของเล่นประเภมหมอน หรือผ้าห่มนุ่ม ๆ
  • อาจต้องบอกให้หยุด โดยใช้เสียงที่มั่นคง ไม่แสดงอารมณ์โกรธ หรือหงุดหงิด

จากการที่ผู้ป่วยจำอะไรมิค่อยได้ แล้วก็อาจจะช่วยเหลือตนเองได้น้อยลงเรื่อย ๆ ผู้ดูแลจึงมีความสำคัญมาก ในการที่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในการอบรมครั้งนี้ นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว เรายังได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์กับผู้ดูแลผู้ป่วยท่านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนมาอบรมด้วยใจที่ต้องการดูแลผู้ป่วยให้ดี ซึ่งใจนี้เองที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน และการดูแลก็จะสำเร็จได้ด้วยใจ

ความรักและความกตัญญู จะเป็นพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงให้ผู้ดูแลสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้สติเป็นหลักนำทาง และหากเหนืื่อยล้า ผู้ดูแลก็ต้องพักบ้าง เพื่อที่จะสะสมพลังกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป เพื่อคนที่เรารัก ผู้ซึ่งครั้งก่อนในยามที่ยังไม่เจ็บไข้ ได้คอยดูแลเราดั่งแก้วตาดวงใจเสมอมา

ขอขอบคุณผู้จัดอบรม และขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกคนค่ะ

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 2

Yesterday is but today’s memory, and tomorrow is today’s dream.

–Khalil Gibran

มาถึงเรื่องโรคอัลไซเมอร์ที่คนมักเรียกแทนโรคสมองเสื่อม ทั้งที่จริงแล้ว โรคอัลไซเมอร์นี้เป็นประเภทหนึ่งของโรคสมองเสื่อมเท่านั้น (เดาว่าชื่อโรคอัลไซเมอร์นี้ ดังเพราะอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง)

โรคอัลไซเมอร์ เป็นอย่างไร

  • เกิดจากการเสียเซลล์ในสมองหรือเสียการสร้างสารสื่อนำประสาท เช่น Acetylcholine
  • ส่วนใหญ่จะไม่ใช่กรรมพันธุ์
  • แต่ต่อให้เป็นกรรมพันธุ์ ก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล (จริงไหม) (จากสถิติพบว่า หากผู้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ก่อนอายุ 65 ลูกมีความเสี่ยงมากหน่อย แต่ถ้าเป็นหลังอายุ 65 ลูกเสี่ยงเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น)
  • อาการของโรค มีสามระยะ ระยะแรกพอช่วยตนเองได้ ระยะกลางจะช่วยตนเองไม่ได้ และระยะสุดท้ายคือนอนติดเตียง
  • ระยะเวลาเฉลี่ยของโรคประมาณ 8-10 ปี (รู้ประมาณการแล้ว ผู้เป็นลูกหลานที่ต้องดูแลผู้ป่วย จัดลำดับความสำคัญของชีวิตให้ดีนะคะ) 

    โรคอัลไซเมอร์ รักษาได้ไหม

  • ณ ปัจจุบัน ยังรักษามิได้ แต่ชะลอให้สมองเสื่อมช้าได้ รวมถึงควบคุมอาการทางจิตและพฤติกรรมได้
  • ยาที่ใช้รักษามีราคาสูง ยาจะไปช่วยให้สารสื่อประสาทในสมองถูกทำลายทิ้งน้อยลง
  • แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้สารสื่อประสาทจะถูกทำลายน้อยลง แต่เซลล์สมองก็ยังคงตายไปเรื่อง ๆ ดังนั้น อาการก็จะยังคงแย่ลงตามเวลาที่ผ่านไป
  • อย่างไรก็ดี จากสถิติ คนไข้ที่ได้รับยามีอาการดีกว่าไม่ได้รับยา
  • ยาที่ได้รับอาจมีผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้อาเจียน  บางครั้งก็หลีกเลี่ยงด้วยการใช้ยาแปะแทน จะได้ไม่ผ่านทางเดินอาหาร แต่แผ่นแปะก็อาจทำให้เกิดผื่นแดงได้ ร้อยละ 20
  • ตัวอย่างยา เช่น Donepezil, Rivstigmine, Galantamin, Memantine
  • วิตามิน E วิตามิน C  ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าช่วยรักษาโรค

จะป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร

ท่อนนี้ อาจจะสนใจกันมากว่า จะป้องกันอย่างไร  คำตอบคือ ต้องป้องกันในหลายด้าน

อาหาร

  • ทานอาหารที่มี Omega 3
  • ทานผัก ผลไม้
  • หลีกเลี่ยงของหวาน ของมัน

ร่างกาย

  • ออกกำลังกาย อย่าเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ
  • ออกกำลังกายแบบสะสมได้ รวมแล้วให้ได้  150  นาทีต่อสัปดาห์
  • ลดน้ำหนัก อย่าให้น้ำหนักเกิน
  • รักษาและระมัดระวัง โรคความดัน ไขมันสูง เบาหวาน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ทานเหล้า
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

สมอง

  • ทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับสมอง เช่น ฟังดนตรี เล่นเกม นั่งสมาธิ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

จิตใจ

  • อย่าเครียด
  • ไม่ซึมเศร้า
  • มองโลกในแง่ดี
  • มีงานอดิเรก มีสังคม

ตอนต่อไป เราจะมาเล่าสู่กันฟังถึงปัญหาที่พบบ่อยในการดูแลผู้ป่วย และแนวทางสำหรับการดูแลผู้ป่วยกันค่ะ

บันทึกการอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม – ตอนที่ 1

Memory… is the diary that we all carry about with us.

                               — Oscar Wilde

กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้ลางานไปอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ที่ไปเพราะอยากได้ความรู้ ให้มั่นใจว่า เราจะสามารถดูแลแม่ได้อย่างเหมาะสม พอไปแล้วนอกจากจะได้ความรู้ยังได้รับรู้ประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ดูแลในครอบครัวอื่น ๆ ที่มีผู้ป่วยเหมือนกับบ้านเราด้วย วันนี้พอมีเวลา จึงได้เขียนบันทึกไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวอื่นบ้างไม่มากก็น้อย

เริ่มจากความรู้ทางวิชาการเพื่อทำความเข้าใจเรืื่องโรคสมองเสื่อมกันก่อน

(ขอ disclaim ว่า บทความนี้ไม่ใช่บทความทางการแพทย์ แต่เป็นบันทึกย่อที่เราจดไว้ ถ้าสนใจความรู้ทางการแพทย์จริง ๆ ขอให้ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมนะคะ)

โรคสมองเสื่อม เป็นอย่างไร

  • สมองเสื่อม (Dementia)  เป็นโรค
  • ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนจะสมองเสื่อม
  • อาการที่พบคือ สูญเสียสมรรถภาพของสมองหลายด้าน ที่เด่น ๆ  คือ “ความจำ” เราจึงมักเห็นอาการหลงลืมก่อน อาจะเริ่มจากหลงลืมเป็นบางครั้ง เป็นบางวัน จนทำให้เราไม่แน่ใจว่าผิดปกติหรือไม่ หรือบางรายก็อาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย
  • ระยะแรกนอกจากหลงลืมแล้ว เราอาจเห็นอาการน้อยใจง่าย กังวล ซึมเศร้า
  • อาการจะค่อยเป็นค่อยไป นานเป็นเดือน เป็นปี
  • เสียความสามารถทางการทำงาน สังคม จนกระทั่งการดูแลตนเอง

 


แล้วโรคสมองเสื่อมต่างจากการหลงลืมตามวัย แบบที่ชอบพูดกันว่า แก่แล้วขี้ลืมอย่างไร ?

หลัก ๆ ก็คือ การหลงลืมตามวัย มักมีอาการน้อย ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน โดยที่ความจำระยะสั้นและการเรียนรู้ใหม่ ๆ จะแย่ลง


สาเหตุของโรคสมองเสื่อม

  1. การเสื่อมสมรรถภาพของเซลล์ (ที่พบบ่อยสุดคือ โรคอัลไซเมอร์) พบได้ประมาณร้อยละ  60
  2. ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (vascular dementia) พบได้ประมาณร้อยละ  30
  3. สาเหตุที่รักษาได้ (treatable dementia)  พบได้ประมาณร้อยละ  10  ได้แก่ การ กินยาบางตัวนาน ๆ การดื่มเหล้า โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง ภาวะโรคซึมเศร้า เนื้องอก อุบัติเหตุ เชื้อโรคในสมอง และที่ช่วงที่ผ่านมาเห็นมีการส่งคลิปต่อ ๆ กัน ก็คือ โรคน้ำเกินในโพรงสมอง

(บางท่านดูคลิปทางไลน์บ้าง ทาง facebook บ้าง แล้วก็คิดถึงผู้ป่วยใกล้ตัวว่า อาจเป็นโรคน้ำเกินหรือเปล่า จากที่ฟังบรรยายมาพบว่า โรคนี้มิได้เจอบ่อย แต่ก็เกิดได้ ให้สังเกตสามอาการ หากมีควบคู่กันจึงค่อยสงสัยโรคนี้ ได้แก่ สมองเสื่อม เดินช้าเดินเซ และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่)

แล้วเมื่อใด จึงจะสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมที่รักษาได้

  • ยังไม่แก่ แต่สมองเสื่อม
  • อาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการทางระบบประสาทอืื่น ๆ เช่น ปวดหัว อัมพาต
  • เกิดอุบัติเหตุ
  • รับประทานยาบางชนิด ฯลฯ

(ถ้าถามเรานะ แพทย์มักจะตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้พลาดโรคที่รักษาได้ก่อน แต่ช่วยกันสังเกตอีกทีก็ดี)


แล้วเมื่อใดควรสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม

  • หลงลืมง่าย แบบไม่ธรรมดา เช่น ขับรถมาแต่นั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน (อืมม แต่แบบนี้มีคนที่เรารู้จักมีอาการอยู่นะ แต่ไม่ยักสมองเสื่อม เป็นพวกขี้ลืมขั้นเทพมากกว่า) เอาแว่นตาไปใส่ไว้ในตู้เย็น เอาเสื้อผ้าไปเก็บในตู้กับข้าว อะไรแบบนี้
  • ทำกิจกรรมที่คุ้นเคย หรือทำเป็นประจำ ไม่ได้
  • มีปัญหาการพูด การใช้ภาษา
  • สับสนเรื่องเวลาและสถานที่
  • ตัดสินใจไม่เหมาะสม
  • ขาดความคิดริเริ่ม ไม่รู้จะทำอะไรดี บางทีก็นอนดีกว่า นอนทั้งวัน
  • อารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป

“ผู้ป่วยสมองเสื่อม เขาไม่ได้แกล้งเป็นโน่นเป็นนี่ หรือแกล้งคนดูแลแต่อย่างใด แต่เขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากเราเข้าใจ ก็จะทำใจได้ และดูแลเขาได้ดียิ่งขึ้น”


โปรดติดตามตอนต่อไป