The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (4)

“If you want to walk fast, walk alone. If you want to walk far, walk together.”

– African Proverb

I had been busy before the trip. So, I had not prepared the itinerary. What I knew was my destinations were Rome, Pisa and Florence. For Florence, many people told me that I would never regret to visit there.

ก่อนที่จะออกเดินทางมาโรมนี้ งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาจะเตรียมแผนการท่องเที่ยวเลย รู้แต่ว่า เป้าหมายคือจะต้องเที่ยวโรม ไปปิซา ส่วนฟลอเรนซ์นั้น มีแต่คนเชียร์ว่าควรจะไป ไปแล้วจะไม่เสียดาย

วันแรกของการเที่ยวโรมหมดไปอย่างเพลิดเพลินเพราะมีมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างพี่คิมมาพาเที่ยว จำได้ว่าพี่คิมจบประวัติศาสตร์ เกียรตินิยม เราเลยได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ ไปพอสมควร สำหรับวันที่สองและวันต่อ ๆ ไป   พี่ไม่ว่างเสียแล้ว ต้องทำงานมากมาย ถึงเวลาจะผจญภัยเองกับพ่อสองคน

As you probably read from my first three episodes of my Italy trip,  I spent the first day with my Guide of Honour – Kim.  She was my sister who had degrees in History (Hons). No surprise, she was an excellent  story teller about many historical places. For the second day of my trip and other days, she was too busy working at her job. It was time for father and me to travel together.

 

Hotel Derby

http://www.hotelderby.it/default.asp?lang=ENG

Actually, besides my sister, we had other helping hands. They were the Hotel Derby’s staff. Their service was superb and  they spoke English very well. (I intended not to mention their names or any specific staff since one of staff, that I remembered his name from a review on a website, told me that he was embarrassed to see hi name on that website. He believed that everyone worked well not only him. I did agree. However, I  thought he was the best due to his experience and  English skill.)

 

อันที่จริง นอกจากพี่คิมแล้วเราก็ยังมีผู้ช่วยอีกเป็นพนักงานของโรงแรม Hotel Derby ที่เราพักอยู่ พนักงานให้ข้อมูลและความช่วยเหลือต่าง ๆ ดีมาก พนักงานบางคนให้บริการที่เหนือความคาดหมายมาก ๆ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคน (ตั้งใจไม่เอ่ยชื่อพนักงานคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษ เพราะตอนที่อยู่ที่โน่น เราจำชื่อพนักงานได้คนหนึ่งจากการที่เคยได้อ่าน review บนเว็บไซต์ท่องเที่ยว พนักงานบอกว่า รู้สึกประหม่าพอสมควร ที่เห็นชื่อตัวเองบนรีวิว จริง ๆ แล้ว เพื่อนร่วมงานทุกคนตั้งใจทำงานมาก ๆ ไม่ใช่เฉพาะเขาคนเดียว อันนี้ก็เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับว่าพนักงานคนนี้มีความรู้ที่จะช่วยเหลือแขกที่มาพักได้มากกว่าคนอื่น อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์เยอะและภาษาดี)

Not only the friendliness of its staff, but the hotel also provided big and comfort room, elevator and free wifi . Room rate included breakfast was reasonable. Breakfast was quite good. They served ham, fruit, croissant (yummy), cracker, bread yogurt, hot and cold coffee and a few kinds  juice. Well, if you wanted cappuccino, you just told the waiter and no extra charge.

โรงแรมที่เราพักนี้นอกจากพนักงานจะบริการประทับใจ อัธยาศัยดีแล้ว  ห้องพักก็ใหญ่ สะดวกสบาย มีลิฟท์ และฟรีไวไฟ ให้ใช้ด้วย ค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าก็ไม่แพง อาหารเช้าก็มีให้ทานพอสมควร หลัก ๆ ทุกวันก็จะมี  แฮม ครัวซอง (อร่อยมาก) ขนมปัง แครกเกอร์ โยเกิร์ต กาแฟร้อนและเย็น ถ้าอยากดื่มคาปูชิโนก็สั่งได้ แอปเปิล ลูกพรุน  เนย แยม น้ำผลไม้ อิ่มแบบสบาย ๆ  ท้อง

The weakness of this hotel was it was 10 minutes walk from the nearest metro station – Gabartella. However, my father and I did not have problem about its location. Along the way from the hotel to the station there were a good Pizzeria and a good café. It was worth walking 10 minutes.

ข้อด้อยของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับเราและพ่อมากนักก็คือ โรงแรมอยู่ไกลจากสถานีรถเมโทร ต้องเดินประมาณ 10 นาที แต่ระหว่างทางเดินจากโรงแรมไปเมโทรมีร้านขายกาแฟกับขนมปังและร้านพิซซ่าที่อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว

A  Peaceful Day

Walking 6.5 hours yesterday made both father and I had blisters on our feet. Therefore, we  told a hotel staff that we needed a peaceful day and only one or two places should be enough for today. That staff recommended us to visit St. Paul Outside the Walls (Basilica  di San Paolo) which was the second biggest church of Rome (The biggest one was in Vatican) . It was not far walking from the hotel but we had to walk in the opposite direction to the metro and then cross two streets (hope my memory is still good). And from the St. Paul we could take bus or metro to a market not far from Piramide metro station. We believed him and them started walking around 9.00 am. Since we did  not want to get lost, we asked people along the way. It took less than 20 minutes to arrived in to St. Paul.

หลังจากที่เมื่อวานนี้ใช้เวลาถึง 6.5 ชั่วโมงในการสำรวจโรมและเที่ยวชมสถานที่ต่าง จนเท้าพองไปทั้งพ่อและลูก วันที่สองนี้ เราใช้บริการข้อมูลข่าวสารจากพนักงานโรงแรม ให้โจทย์ไปว่า ต้องการเที่ยวแบบไม่เหนื่อยมาก อาจจะไปแค่ที่เดียวก็พอแล้วอยากไปดูตลาดด้วย พนักงานจึงแนะนำว่า น่าจะไปเที่ยวโบสถ์เซ็นต์ปอล หรือซาน เปาโลนะ เพราะเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในโรม เป็นรองแค่โบสถ์ที่วาติกันเท่านั้นเอง แล้วก็เดินจากโรงแรมไปไม่ไกลด้วยแต่ต้องเดินไปอีกทิศที่ตรงข้ามกับทางไปสถานนีรถเมโทร และจากโบสถ์นั้น ก็มีให้เลือกว่าจะขึ้นรถเมล์ไปตลาดซึ่งไม่ไกลจากสถานีเมโทร Piramide หรือ จะขึ้นเมโทรไปแล้วเดินอีกพอสมควรก็ได้ ฟังดูน่าสนใจ ประมาณ 9 โมงเราจึงออกเดินไปโบสถ์เซ็นต์ปอล ตามคำแนะนำ เดินไปเรื่อยๆ ประมาณเจ็ดนาทีก็ถึงถนนใหญ่ ถามทางไปเรื่อย ๆข้ามถนนแล้วเดินต่อไปอีกพอสมควร รวม ๆ แล้วเดินประมาณไม่ถึง 20 นาทีก็ถึงโบสถ์

The church had only a few groups of tourists and it was so quiet. However inside the church it had low light so it was not easy to take photos. Since it was a very big church, we took an hour seeing the beauty of this historic  place.  There were souvenir shop and a small restaurant inside the church.

โบสถ์แห่งนี้ นักท่องเที่ยวไม่มาก บรรยากาศสงบเงียบ แต่ภายในโบสถ์ค่อนข้างมืด ถ่ายรูปยากนิดนึง แต่โบสถ์ใหญ่มากจริง ๆ กว่าจะเดินทั่วก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง มีร้านขายของที่ระลึกและร้านขายอาหารให้แวะพักทานด้วย

From S.Paul, we walked back to Basilica S.Paolo station and took metro to Piramide Station to visit the market. Again, we asked people but they rarely spoke English. The last couple we met told us that we got lost and had to take a bus to another direction. Luckily, I saw a bag of apples in the gentleman’s hand then I asked him where he bought those apples. He said “Oh, you wanted to go to the market!!!  Next corner,you turn left”.  Finally, we arrived into the market.

ออกจากโบสถ์ก็เดินกลับไปขึ้นเมโทรจากสถานี Basilica di San Paolo ไปสถานี Piramide เพื่อจะไปตลาดที่พนักงานโรงแรมบอกว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ หลังจากลงจากเมโทรก็ถามไปตลอดทาง แต่แทบจะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลย ผู้หญิงและผู้ชายที่ถูกเราถามสองคนสุดท้ายก็พูดภาษาอังกฤษน้อยมาก บอกว่าเรามาผิดทางต้องนั่งรถเมล์กลับไป เราเหลือบไปเห็นถุงแอปเปิลที่คุณลุงผู้ชายถือมาก็เลยถามว่าไปซื้อมาจากไหน เขาก็เลยร้อง อ๋อ จะไปตลาดหรือ แล้วไปหัวมุมข้างหน้าก็ตลาดแล้ว ในที่สุดเราก็ไปถึงตลาดจนได้

I was not sure whether we arrived into the wrong market or at the wrong time. There were only few stalls opened. At least there were some fruit stalls and bread shop that we could see Italians went shopping.  My father enjoyed buying fruit. We bought cherries, strawberries, apples and another kind of fruit which we did not know its name. Father asked me to ask my sister for its name. I have not had any chance to ask her.

ไม่รู้ว่าเราไปผิดตลาดหรือเราไปผิดเวลากันแน่ แผงขายของปิดกันเยอะ แต่ก็พอมีเหลือให้เห็นบรรยากาศที่ชาวบ้านมาจับจ่ายผักผลไม้และอาหารอื่น ๆ กันพอสมควร พ่อเลือกซื้อผลไม้อย่างสนุกสนาน ได้เชอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ แอปเปิล และลูกอะไรไม่รู้สีเขียว ๆ ตามภาพ พ่อบอกว่าช่วยไปถามพี่คิมหน่อยว่ามันคือลูกอะไร จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ถาม

What is it?

After shopping, we went to a pharmacy to find something to heal my father’s feet. A pharmacist told us to use a product of Scholl that supported the feet. It was to relieve the pressure when you walk. We bought it and father thought it worked quite well.

ออกจากตลาดก็แวะร้านขายยา เพราะพ่อเจ็บเท้าที่พองมาก ๆ เภสัชกรบอกว่า ซื้อแผ่นรองการกดทับของ Scholl ไปลองใช้ดูก็แล้วกันไม่ต้องใช้ยาหรอก ซื้อให้พ่อหนึ่งแผ่น พ่อบอกว่าใช้ดีเหมือนกัน

Father had been so tired, then we took metro back to the hotel. Father spent the rest of today sleeping while I was writing lot of postcards. It was easy to buy stamps at the tabacchi (cigarette shop) next to the hotel and the post box was in front of this tabacchi, convenient!!

เนื่องจากพ่อเหนื่อยมาก  เราจึงเดินกลับมานั่งเมโทรกลับมาที่โรงแรม แล้วพ่อก็นอนยาว ในขณะที่เรานั่งเขียนโปสการ์ด (ซื้อมาจากร้านขายหนังสือพิมพ์ระหว่างทางที่เดินเที่ยวกับพี่) แล้วก็เดินไปซื้อแสตมป์ที่ร้านขายบุหรี่ที่อยู่ ใกล้ ๆ โรงแรม แถมตู้ไปรษณีย์ก็อยู่หน้าร้านด้วย สะดวกมาก

มื้อเย็นเราก็ทานกันง่าย ๆ ด้วยมาม่าต้มยำกุ้งที่พกมาจากบ้าน 🙂

The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (3)

When in Rome, do as the Romans do

— Proverb —

Termini Stazione

It was only two stations from Colosseo to Termini station. Termini was interchange station for Line A and B. Next to the Termini station was Termini main train station or Termini Stazione.

จากสถานี Colosseo มาถึงสถานี Termini ใช้เวลานิดเดียว เนื่องจากแค่สองสถานีเท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากแผนที่ (http://www.readandsmile.com/journey/the-adventure-of-daughter-and-father-in-italy-2012-2/) สถานี Termini นี้ เป็นจุดตัดระหว่างรถเมโทรสาย A และสาย B ถ้าจะเปลี่ยนเส้นทางก็ต้องมาเปลี่ยนที่สถานีนี้เหมือนกับที่เราเปลี่ยนเส้นทาง

รถไฟฟ้าที่สถานีสยาม นอกจากนั้น Termini ยังเป็นจุดเชื่อมของสถานีรถไฟ Stazione Termini หรือ Stazione di Roma Termini สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุด เทียบได้กับหัวลำโพงของเรานั่นเอง

In Termini station, there were several signs guided us to the train way station. These signs make it easy for tourists to go to the Termini Stazione. Along the way from the Metro station to the train station, there were several Travel Agencies and Tourist Information Services. We could buy Roma Pass from them. Unfortunately, it was sold out . All sellers said it would take a few days until they receive new lot of Roma Pass.  Sad!!!

บริเวณสถานี Termini ของ Metro จะมีป้ายบอกทางไปสถานีรถไฟชัดเจน เดินตามป้ายไปไม่น่าจะหลงพอขึ้นมาจากสถานี Metro ถ้าจะไปสถานีรถไฟ ต้องข้ามถนนเล็กน้อยเพื่อเข้าสถานีรถไฟ ระหว่างที่เดินจากสถานี Metro ขึ้นมาจะมี Travel Agencies และ Tourist Information อยู่หลายร้าน ตรงนี้เองที่เราสามารถหาซื้อ Roma Pass ได้ แต่ว่า โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย ทุกร้านบอกว่า Roma Pass หมดเกลี้ยง อาจจะต้องรออีกหลายวัน

However, we still had another mission, it was to explore the platform. This was to prepare ourselves for the next few days Pisa trip.  (Father wanted to see the lean tower. When he was a kid, his teacher told him about Galileo’s experiment at this tower. He wanted to see the tower by himself). We had bought the train tickets from http://www.trenitalia.com/  .  It was so convenient.

หลังจากผิดหวังจากการตามล่าหา Roma Pass แล้ว เราก็ข้ามถนนเล็กน้อยมาถึงสถานีรถไฟ เดินไปสำรวจชานชาลา เพื่อศึกษาป้ายประกาศและบริเวณชานชาลา เพราะอีก 3-4 วันหลังจากนี้จะต้องขึ้นรถไฟไปปิซา (พ่ออยากดูหอเอน เพราะเรียนมาตอนเด็ก ๆ ว่ากาลิเลโอมาทดลองโยนของลงจากหอแห่งนี้)  ตั๋วรถไฟมีแล้ว เพราะซื้อออนไลน์จาก http://www.trenitalia.com/    ค่อนข้างสะดวกทีเดียว

There were LED boards at the station. They were quite simple and provided passengers the train number, platform number, departure, arrival, etc. Easy!!!

ป้ายประกาศเข้าใจไม่ยาก มีข้อความแสดงสถานีต้นทางปลายทาง เลขขบวนรถ เวลาออก เลขชานชาลาที่จอดรอ เหมือนสถานีรถไฟทั่ว ๆ ไป แต่มาดูไว้ก่อนก็อุ่นใจดี

After the exploration, we were a bit hungry since it was almost two o’clock in the afternoon. There were several fast food and restaurants inside the Termini Stazione. For example, you could find McDonald, pasta, pizza or even Pad Thai. My father and I shared a seafood risotto and some sort of hazelnut cake. They were acceptable.

The first meal (photography by my sister)

หลังจากศึกษาเสร็จก็ได้เวลาหาอะไรรองท้องเพราะเกือบบ่ายสองแล้ว ในสถานีรถไฟมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน อาหารเอเชียก็มี แมคโดนัลด์ก็มี อิตาเลียนก็มี ผัดไทยก็มีด้วย แล้วแต่จะเลือก มื้อแรกนี้เราทานอาหารอิตาเลียนกัน เป็นข้าวผัดอิตาเลียนใส่ปลาหมึกมาด้วย รสชาติพอใช้ได้ แล้วก็ทานของหวานอีกหน่อยหนึ่ง อยู่ท้องได้ถึงเย็น

To make sure that we would not make any mistake about the train e-ticket, I asked my sister whether we needed to validat the e-ticket before we took the train. She said no need. We just had to show the e-ticket to the staff on the train. Then the staff would key-in the ticket id into their machine to recheck.  That’s it!!

สอบถามพี่สาวเพิ่มเติมว่า เรามีตั๋วออนไลน์แล้ว พิมพ์ออกมาเองหลังจากซื้อบนเว็บไซต์ ต้องไป stamp อะไรก่อนขึ้นรถไฟหรือไม่ คำตอบคือ ถ้าเป็น e-ticket แบบนี้ ไม่ต้องทำอะไร ถือ e-ticket ขึ้นรถไฟไปเลย พอรถไฟออกสักพักจะมีพนักงานมาตรวจตั๋วเรายื่นให้เขา เขาก็จะกดรหัสตั๋วของเรา เพื่อตรวจสอบดู แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว

Trevi Fountain

Next destinations were Trevi fountain and Pantheon. We took Metro once again. This time it was from Termini station to Barberini station (only two stations , too). At the Termini station we met two Thai teenagers. They were buying tickets from a ticket vending machine. Clearly, they had the same problem as mine. We chatted for a while. They were going to the Spanish Step. So, they would take off at the Spagna station – only one station from Termini.

Trevi Fountain

อิ่มท้องแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายคือ จะไปเที่ยวที่น้ำพุเทรวี่ แล้วก็ไปวิหารแพนธีออนกัน ก็อาศัย Metro อีกเหมือนเคย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะขึ้นจากสถานี Termini ไปลงสถานี Barberini แล้วเดินอีกหน่อยก็ถึงน้ำพุ  ตอนอยู่ที่สถานี Termini ได้เจอวัยรุ่นไทยด้วย 2 คน แบกเป้มาเที่ยวกัน กำลังมีปัญหากับเครื่องขายตั๋วเหมือนที่เราเคยมี ได้คุยกันนิดหน่อย เห็นว่าจะไปบันไดสเปนกัน (ถ้าเผื่อได้แวะมาอ่าน อย่าลืมทิ้ง comment ทักทายกันบ้างนะคะ)

One of attractiveness of Rome that I often found was the harmonization of the lifestyle, modern buildings and the ancient places. You just walked along the street and there sometimes was a restaurant at the corner.  Next to the restaurant was probably an ancient Roman place. Well, we visited the Trevi Fountain  in similar way. We just walked along the narrow streets and then behind the building was the Trevi Fountain. Wow!!

สเน่ห์ของโรมที่เราเจอบ่อย ๆ คือ คุณเดิน ๆ ตามถนน แล้วพอเลี้ยวไปนิดนึง คุณเจอร้านอาหารริมถนนแล้วก็โอ้ว แม่เจ้า โบราณสถานอลังการงานสร้าง ที่น้ำพุเทรวี่นี่ก็เหมือนกัน เดิน ๆ อ้าวถึงแล้วน้ำพุ สวยงามอะไรแบบนี้ ตึกรามบ้านช่องอยู่รวมกันสถานที่สวยงามแบบเป็นเนื้อเดียวกัน

Pantheon

The next destination was Pantheon, the place that my sister fell in love with. Again, we walked along narrow streets. My sister stopped us at a corner of a building and proudly presented us the Pantheon. Stunning indeed!! I was not sure what was more impressive, the way my sister presented the Pantheon or the Pantheon itself!!!

We paid respected to Victor Emanuel II the first king of united Italy and Raffaello Sanzio da Urbino a great Italian painter and architect.

Pantheon

หลังจากน้ำพุเทรวี่แล้ว เราก็เดินเที่ยวต่อ  อีกแล้ว เดินตามซอก ๆ ไปเรื่อยๆ พอถึงหัวมุม พี่สาวบอกหยุดก่อน แล้วก็ทำท่าผายมือ ประมาณว่า proudly presented โอ้ว…… แพนธีออน  ไม่รู้ว่าประทับใจวิธีนำเสนอหรือตัวแพนธีออนเอง โห สิ่งยิ่งใหญ่อยู่หลังมุมตึกแค่เนี้ย  ได้เคารพศพกษัตริย์องค์แรกของอิตาลี และศิลปินเอกอย่างราฟาเอลด้วย

Pantheon  (photography by my sister)
Swiss Guards in Pantheon

Lot of Churches

We also spent time at several churches. All churches were gorgeous. The most impressive church IMO was Santa Maria sopra Minerva. I liked the story of this church that my sister told me. This church was where GalileoGalilei repudiated his thesis that the Earth revolved around the Sun.  Outside the church, there was the baby elephant sculpture. It was sculpted by Bernini. It had its face turned away from the Church. The reason was Bernini was Galileo’s friend and the sculpture was the symbol of the objection ie he did not agree that his friend was found vehemently suspect of heresy. I did not care whether the story was true. I loved this story. It showed me the great friendship. That was the point.

Baby Elephant outside Santa Maria sopra Minerva – photography by my sister

หลังจากนั้นก็ แวะโบสถ์หลายแห่ง เยอะจนจำชื่อไม่ได้ น่าประทับใจทุกที่ แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือ Santa Maria sopra Minerva  เนื่องจากเป็นโบสถ์ที่กาลิเลโอถูกตัดสินว่าเป็นคนนอกรีตเนื่องจากมีแนวคิดว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์  ในขณะทีคนสมัยนั้นเชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางแล้วดวงอาทิตย์ต่างหากที่หมุนรอบโลก พี่สาวเล่าเรื่องให้ฟังว่า รูปปั้นช้างที่อยู่หน้าโบสถ์ หันหน้าไปอีกทางหนึ่ง ก็เพราะคนปั้นคือ Bernini เป็นเพื่อนกับกาลิเลโอ ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินจึงปั้นช้างให้หันหน้าเบือนหนีออกไป จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เราชอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของมิตรภาพและความกล้าหาญของเพื่อนที่จะเสี่ยงชีวิตแสดงออกซึ่งจุดยืนของตนเอง

Gelato!!

To take a break after visiting four or five churches, we had special gelato at Giolotti, a very famous gelateria. It was founded since 1900. The waiters were nice, polite and provided good service. However, gelatos here were quite expensive. I remembered that the gelato in the photo cost around 10 Euro++. But it was worth to have gelato at Giolotti.

หลังจากเที่ยวขมมา 4-5 โบสถ์แล้ว ก็ได้หยุดพักบ้างโดยแวะไปกินไอศกรีมร้าน Giolotti ด้วย ร้านนี้เขาว่าเปิดมาตั้งแต่ปี 1900 อร่อยดี พนักงานก็สุภาพเรียบร้อย บริการดีมาก แต่ราคาสูงอยู่ ไอศกรีมตามภาพถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 10 ยูโร++  แต่ก็คุ้มค่านะคะ เราไม่ได้ทานไอศกรีมแบบนี้กันบ่อย ๆ นี่นา

All the whole trip took 6.5 hours. It was time to go back to the hotel. We got lost – yes no kidding we got lost. Finally, we found the Colosseo metro station. It was quite far from the Pantheon. My father and I took metro back to our hotel while my sister went back to her apartment. The next day, we had to travel without my sister since she was too busy from work.

เที่ยวเสร็จทั้งหมดใช้เวลา 6.5 ชั่วโมงโดยประมาณ ก็เดินหลงทางไปมาจนมาถึงสถานี Metro ที่ Colosseo  นับว่าหลงมาไกลพอสมควร ขึ้น Metro กลับโรงแรมเตรียมเที่ยวกันเองพรุ่งนี้ โดยไม่มีพี่สาวมาพาเที่ยว

The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (2)

The journey of a thousand miles begins with one step.

— Lao Tsu —

The Metro

Dear my readers, IMO it should be better to tell you about the location of the hotel we stayed before going further. Let’s see the map of the metro.

ก่อนจะออกเดินทางขออธิบายที่ตั้งของโรงแรม เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราเดินทางจากไหนไปไหนกัน

map of the metro

There were Line A and Line B of metro or Rome subway. In the map above, Line A was in RED colour while Line B was in blue colour.  Our hotel located near the Garbatella station on Line B. It was only three stations far from Colloseo station.

ลองดูที่แผนที่เมโทรของโรมนะคะ ปัจจุบันมีสองสายด้วยกันคือ Line A กับ Line B โรงแรมของเราอยู่ไม่ไกลจากสถานี Garbatella ของสาย B ดูจากแผนที่แล้วก็สามสถานีเท่านั้นเอง

Colosseum

The Collosseo station was amazing. In front of the station, we saw the Collosseum and the Arch of Constantine. Stunning!!

ใช้เวลาสั้นๆ ถึงสถานี พอเดินออกมาจากสถานี้ปุ๊บก็ว้าวปั๊บ เห็นโคลอสเซียมอยู่ตรงหน้า ส่วนทางขวาก็เป็นประตูชัยคอนสแตนติน อลังการมากค่ะ

Colosseum

When we arrived into the Collosseum around noon, it was crowded. We decided to walk around and came back in the next few days. For all readers, we found out later that it would be easier if you bought ticket at the Palatino first. You just walked around the Palatino and then entered the Colosseum. The line at the Palatino was so short.

มีคนบอกว่าถ้าไปโคลอสเซียมควรไปแต่เช้า  เพราะแถวจะยาว ตอนที่เราไปถึงก็เกือบเที่ยงเห็นจะได้ คนเยอะแล้ว เราจึงตัดสินใจว่าจะเดินดูรอบ ๆ ก่อน แล้วจะกลับไปใหม่ เพราะยังอยู่โรมอีกหลายวัน จริง ๆ มารู้ทีหลังว่าเทคนิคการไม่ต้องต่อแถวยาวก็คือ ให้เดินเลยประตูชัยคอนแสตนตินไปจนถึงแยกที่มีไฟแดงจะมีทางเข้าอีกทางเรียกว่าบริเวณ Palatino ตรงนั้นแถวสั้นมาก เดินชม Palatino ก่อน แล้วค่อยกลับมาที่โคลอสเซียม ไม่ต้องเข้าแถวเลย

The Arch of Constantine

Ticket Ticket Ticket!!!

We spent around 40 minutes at the Collosseo and the Arch of Constantine. Next stop was the Termini station since my sister wanted to show us how to take train to other city. It was only two stations from Colloseo to Termini and we spent only 40 minutes, so we thought we could use our 1.5 Euro tickets be bought from the Garbatella station. But the ticket barriers rejected our tickets. Oh dear!! We tried to talk to the metro officer but nobody was on duty. So, the solution we had was only buying new tickets.

ใช้เวลาเดินดูรอบ ๆ ประมาณ 40 นาที (เดินบ้างถ่ายรูปบ้างหยุดบ้าง) แล้วก็เตรียมเดินทางต่อไปที่สถานี Termini เนื่องจากพี่ต้องการพาไปดูสถานีรถไฟ เพราะเราต้องเดือนทางไปเมืองอื่นด้วยรถไฟ ตอนแรกคิดว่าจะใช้ตั๋วเดิม เพราะวางแผนมาแล้วตั้งแต่ตอนซื้อ แล้วเวลาที่ใช้ก็ยังไม่ครบ 100 นาทีด้วย แต่พอใส่ตั๋วเข้าไปตรงทางเข้า โดนดีดออกมาตลอด พยายามหาเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถาม ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย (สงสัยเพราะเป็นวันอาทิตย์)  ก็เลยต้องเสียเงินค่าตั๋วเพิ่มอีกคนละ 1.5 ยูโร

(I just found out today when I took pictures of the 1.5 Euro ticket, it said that it was valid for 100 minutes , 1 metro only.  It was integrated ticket. You could take only one Metro but many buses within 100 minutes. Hah!!)

(มารู้ความจริงวันนี้เอง ตอนถ่ายรูปตั๋ว เหลือบไปเห็นว่าเขาเขียนว่า 100 นาทีแต่ใช้ขึ้นเมโทรได้เที่ยวเดียว แต่ถ้าขึ้นรถเมล์ก็จะสามารถขึ้นได้ไม่จำกัดภายใน 100 นาที ตั๋วนี้รวมหมดขึ้นรถได้ทั้งเมโทรและรถเมล์ รถไฟก็ได้ด้วย แต่เที่ยวเดียวเหมือนกัน ไม่รู้ว่าต้องเลือกระหว่างรถไฟล์หรือเมโทรหรือเปล่าที่ว่าขึ้นได้เที่ยวเดียวน่ะ ผิดเองที่ศึกษาไม่ดี เงื่อนไขเยอะจริง ๆ)

ticket

Another reason we wanted to go to Termini station was to buy Roma Pass. I read from the Internet that you paid 30 Euro for free entry of two museums and for free three days of the city’s public transport network.  To save money and skip the line at two museums, I thought I need it. I had no time to buy it online (you can buy it online at http://www.romapass.it/) . Though you bought it online, you had to pick the card up somewhere and you also had to buy it five days prior to the picking up date.   So, the mission at the termini was to find the Roma Pass.

อีกเหตุผลหนึ่งที่จะไปสถานีเทอร์มินีกันก็เพราะอ่านจากเน็ตได้ความว่า ถ้าซื้อโรมาพาส จะใช้เป็นตั๋วเข้าดูพิพิธภัณฑ์ได้สองแห่ง แล้วก็เดินทางไปทั่วโรมได้ทั้งรถไฟ เมโทร รถเมล์ เป็นเวลาสามวัน ในราคา 30 ยูโร คิดๆ แล้วก็อาจจะดี เพราะได้ทั้งเรื่องของการเดินทางแล้วก็ไม่ต้องเข้าแถวรอเวลาเข้าโคลอสเซียมหรือที่อื่นอีกสักที่ด้วย จริง ๆ ก็สามารถซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.romapass.it/ แต่ถึงจะซื้อออนไลน์ ก็ต้องไปรับตั๋วตามสถานที่ที่เขากำหนดอยู่ดี เช่นที่บริเวณจุดให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว แถมต้องซื้อล่วงหน้าก่อนไปรับตั๋ว 5 วันอีกด้วย  ที่เทอร์มินีนี้เป็นสถานีใหญ่ เราเชื่อว่าน่าจะหาซื้อ Roma Pass ได้ (หวังว่านะ)

The Adventure of Daughter and Father in Italy 2012 (1)

I have to thank my sister who suggested us to visit Italy. She has worked as a freelance consultant for an international organization in Italy for two months. One day we chatted and she asked “why don’t you visit Italy??”. I think it was a good idea to spend time with her who stayed in another part of this world. Therefore, my father and I decided to fly to Italy.  And “yes”, we had a great time there.

การไปเที่ยวอิตาลีครั้งนี้ เราไปกับพ่อสองคน ต้องขอบคุณพี่ฝรั่งที่แนะนำให้ไปเที่ยว พี่ฝรั่งมาทำงานเป็นที่ปรึกษาอิสระให้กับองค์กรสากลแห่งหนึ่งที่มีสำนักงานอยู่ที่โรมเป็นเวลาสองเดือน คุยกันเป็นประจำ วันหนึ่งพี่ก็ถามว่า  ทำไมไม่มาเที่ยวอิตาลีบ้างล่ะ อืมม… ก็ดีเหมือนกัน จะได้เจอหน้ากันบ้าง ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง สนุกดี  แล้วก็สนุกคุ้มค่าตามคาดจริง ๆ

The first step at the airport

After taking time making reservations for hotel, airplane tickets, train tickets, etc.., finally we managed to fly Thai Airways from Suvannabhumi to the Fumicino Airport (The Leonardo Da Vin Ci Airport).  The flight took 11.5 hours and we arrived into Rome on Sunday morning.

กว่าจะได้ไปก็เตรียมการพอสมควร จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ (เพราะจะเปลี่ยนเมืองไปเมืองอื่นด้วย) สุดท้ายก็ได้ซื้อตั๋วการบินไทย บินตรงการสุวรรณภูมิไปสนามบิน Fumicino หรืออีกชื่อหนึ่งคือสนามบินลีโอนาโดดาวินชี ใช้เวลาขาไปประมาณ 11.5 ชั่วโมง บินออกจากกรุงเทพฯ เที่ยงคืนยี่สิบนาทีวันอาทิตย์ ถึงกรุงโรม เช้าวันอาทิตย์ เพราะเวลาต่างกัน 5 ชั่วโมง

At the airport, it was not easy to catch a taxi to the hotel. My sister told me that the taxi should cost not over 40 Euro (flat rate) to our hotel. And I must take the licensed taxi only (the ones which white colour and SQRD or something likes that logo.) According to many taxi drivers, our hotel was not in the center of Rome. So, the taxi would not use flat rate. However a group of taxi drivers said it was 55 Euro. Then we refused to use their service.

พอไปถึงสนามบินก็พยายามเรียกรถแท็กซี่ไปโรงแรม พี่ฝรั่งสั่งไว้ว่า ให้เดินตรงไปเรียกแท็กซี่ด้านนอก แท็กซี่สีขาว ๆ มีตัวหนังสือ SQRD หรืออะไรทำนองนี้ (ชักจะจำไม่ได้) ต้องระวังแท็กซี่เถื่อน เขาคิดราคาเหมา 40 ยูโร จากสนามบินไปโรงแรม แต่พอถามคนขับ เขาบอกว่า ไม่ได้ โรงแรมอยู่นอกเขตที่เขาคิด 40 ยูโร เขาจะคิด 55 ยูโร เราก็ไม่ยอมไป เพราะได้รับคำสั่งอย่างมั่นเหมาะว่าต้อง 40 ยูโรเท่านั้น

We walked back and forth around five minutes and then found a Thai family. Aha, they were my professor and his colleagues. It was unbelievable to meet them. And it was incredible to meet them twice in Rome. Later in the afternoon, we met them at the Vittorio Emanuel monument!!! I wanted to knock my head not asking them to take a group photo.

เดินกลับไปกลับมาหลายรอบ (เผื่อจะเจอแท็กซี่กลุ่มอื่นบ้าง) ก็บังเอิญมาเจออาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสมัยเรียนปริญญาโท อาจารย์มากับอาจารย์อีก 2 ท่าน โห มาตั้งไกลยังมาเจออาจารย์ แถมเจอมากกว่ารอบหนึ่งด้วย เพราะตอนบ่ายวันเดียวกัน ตอนที่เราหลง ๆ อยู่แถมอนุสาวรีย์วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล กษัตริย์องค์แรกของอิตาลี เราก็ได้พบอาจารย์และครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง ทักทายกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว :-) อยากจะเขกหัวตัวเองนักที่ไม่ได้ขอถ่ายรูปกับอาจารย์ โอกาสแบบนี้ไม่มีบ่อย ๆ สักหน่อย

Well, we talked to that family for a while and then kept walking to find taxi with the right price.  A big man came to us and asked about the hotel we were going to. And he said it was 50 Euro. No, we would find 40 Euro of taxi.

คุยกับอาจารย์ได้พักหนึ่งก็ลาจากกันแล้วเดินหาแท็กซี่ต่อไป (อาจารย์อวยพรว่า ขอให้โชคดีไม่ถูกแท็กซี่หลอกนะ) มีผู้ชายตัวโตมากเดินมาถามเราว่าหาแท็กซี่อยู่หรือจะไปที่ไหน พอบอกชื่อโรงแรมไป เขาก็บอกมาว่า 50 ยูโรนะ เราก็ยังหยิ่งอยู่บอกว่าไม่หรอก ญาติเราบอกว่า 40 ยูโรเท่านั้น

Fifteen minutes later, the same man came and said it was 45 Euro. This time we did not want to wait. So we used his service. But we found out later that it was not a private taxi. It was a shuttle big van.  However, we arrived into the hotel safely and quite early. The hotel was located in the suburb of Rome. So it was so quiet. (we will talk about the hotel later)

A building near the hotel
a building near the hotel

ผ่านไปอีกสิบห้านาที (ใจเย็นมากเพราะไปถึงเช้ามาก เวลาเหลือเฟือ) คุณพี่ผู้ชายคนเดิมเดินกลับมาแล้วบอกว่า อย่างงี้ละกัน 45 ยูโร เราขี้เกียจรอ ก็เลยตกลง โดยถามย้ำว่า ไม่มีค่าอะไรอื่น ๆ เพิ่มเติมใช่ไหม  คนขับมาช่วยหิ้วกระเป๋า พอไปถึงรถจึงเห็นว่าเป็นรถแวนคันใหญ่ นั่งกันได้ 5-6 คน ไม่ใช่แท็กซี่ส่วนตัว รวม ๆ ก็พอรับได้ เพราะไปถึงที่หมายเหมือนกัน โรงแรมอยู่ชานเมืองออกไปนิดหนึ่ง เงียบสงบดี (เรื่องโรงแรมนี้ มีความน่าประทับใจหลายเรื่อง ซึ่งจะเล่าถึงในโอกาสต่อไป)

 

 

The beginning of the official tour

 

My sister came to see us at 11.00 am. She was always on time. Then we went to see Rome. Before our official tour start, she took us to the metro station to buy the ticket. We arrived into Rome on Sunday. Many stores closed on Sunday. We could not buy ticket from the newspaper shop or the tabacchi (cigarette shop) around the station since they were closed.  Then we tried to buy from the ticket selling machine. Many times the machine did not accept our banknote. A metro staff told us that the machine would accept banknote only when you buy the whole day ticket. There were many kinds of ticket. For example:

พี่ฝรั่งมาถึงโรงแรม 11 โมงเช้า ตรงเวลาตามเคย จากนั้นเราก็ออกจากโรงแรม พี่ตั้งใจจะพาไปชมเมืองแล้วก็พาไปเรียนรู้วิธีการเดินทางต่าง ๆ ในโรมด้วย เริ่มต้นที่การขึ้นเมโทร ที่เป็นการคมนาคมสายหลักในโรม เราพยายามไปซื้อตั๋วกัน ปกติการซื้อตั๋วก็จะมีทั้งซื้อจากตู้อัตโนมัติที่ใช้วิธีหยอดเหรียญ (วางเหรียญแล้วดันขึ้นตามช่องที่กำหนด) หรืออาจจะซื้อจากร้านขายบุหรี่ (tabbachi) หรือ ร้านขายหนังสือพิมพ์ที่มักจะอยู่ใกล้ ๆ สถานีก็ได้ แต่บังเอิญเป็นวันอาทิตย์ ร้านที่ว่าตามสถานีเมโทรเล็ก ๆ ปิดกันหมด เราจึงเหลือทางเลือกเดียวคือ ซื้อจากตู้  เราเพิ่งไปถึง ยังไม่มีเหรียญ พี่ก็มีเหรียญไม่พอ พยายามจะใส่ธนบัตรเข้าไป แต่ตู้ดีดคืนหมด เจ้าหน้าที่อธิบายว่า ถ้าจะใช้ธนบัตร ต้องซื้อตั๋วแบบตลอดวันเท่านั้น ตั๋วรถเมโทรมีหลายแบบ ตัวอย่างเช่น

My sister and her nice shoes
my sister and her nice shoes

–          1.5 Euro ticket.  You buy it and then can take metro for 100 minutes. and

–          6.00 Euro ticket. You buy it and then can take metro until midnight. (it said it 24.00 hrs ticket but it meant you can use it only until midnight, not for 24 hours.

–          ตั๋วราคา 1.5 ยูโร ใช้ได้ 100 นาที หรือ

–          ตั๋วราคา 6 ยูโร ใช้ได้ถึงเที่ยงคืน (อ่านคำอธิบายตอนแรกนึกว่าใช้ได้ 24 ชั่วโมง แต่จริง ๆ แล้วใช้ได้ถึงเที่ยงคืน เกือบสัยสนแล้ว ดีที่มีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วมาช่วยอธิบาย)

It was so easy to take metro from our hotel to the Collosseo or Collosseum. It was only three metro stops.  We decided to buy two of 1.5 Euro tickets while my sister had monthly ticket. So, we needed coins.

จากสถานีที่ใกล้โรงแรมเราที่สุดไปถึงโคลอสเซียม มีระยะทางแค่ 3 สถานีเท่านั้น เดินทางง่ายมาก เราตัดสินใจซื้อตั๋วราคา 1.5 ยูโร 2 ใบ ส่วนพี่เราก็ใช้ตั๋วเดือน อย่างที่เล่าไว้ข้างต้น ถ้าซื้อตั๋ว 1.5 ยูโร ต้องใช้เหรียญหยอดเท่านั้น จะใช้แบงก์มาซื้อจากตู้ไม่ได้

Sister said we must go to a cafeteria to learn the Italian way to have coffee and Occhi di Bue (a popular biscuit) at the cafeteria and then get some coins. We then walked around to find a good cafeteria.

พี่แนะนำว่า เราต้องไปร้านกาแฟแล้วล่ะ จะได้ไปดูด้วยว่า สั่งกาแฟกับ Occhi di Bue (บิสกิตยอดนิยมของที่นั่น) กันอย่างไร แล้วจะได้แลกเหรียญด้วย เราก็เดินไปเรื่อยๆ ไปหาร้านกาแฟที่น่าสนใจกัน

In many cafeterias, you have to pay for the “coperto” (the extra charge when you sit in the cafeteria or restaurant – normally Italians stand and drink coffee or eat Ciambella (sugared doughnut), croissant, etc.. However, this trip, we paid for coperto only at a Chinese restaurant in Florence (1.5 Euro per person). The cafeteria, gelateria and pizzeria we visited did not charge us for the coperto. So lucky???

the Piramide metro station

โดยทั่วไป (หลาย ๆ ท่านอาจจะอ่านจากหนังสือท่องเที่ยวต่าง ๆ แล้ว) เวลาเราเข้าไปนั่งตามร้านกาแฟหรือร้านอาหาร เราจะต้องเสียเงินสำหรับค่า “coperto” ด้วย คือเป็นค่านั่ง หรือค่าผ้าปูโต๊ะ อะไรทำนองนั้น (ตามที่เขาแซว ๆ กันว่าชื่อช่างคล้องจอง) เราจะเห็นว่าคนอิตาเลียน ยืนรับประทานกาแฟและ Ciambella (โดนัทน้ำตาล คล้ายๆ โดนัทน้ำตามบ้านเราเลย ถ้าคิดถึงขนมรสชาติคุ้น ๆ ก็สั้งจัมเบลลานี้ได้) หรือไม่ก็ครัวซอง หรืออะไรที่คล้ายๆ แฮมกับขนมปังก็พอมี แต่ไปคราวนี้ ไม่ค่อยเสียค่านั่ง พอถามว่านั่งได้ไหม ร้านก็ให้นั่ง ไม่ได้คิดเงิน จ่ายค่านั่งเฉพาะร้านอาหารจีนที่เดียว คิดคนละ 1.5 ยูโร ราคาใช้ได้เลยทีเดียว  ส่วนที่อื่น ๆ อย่างร้านกาแฟ ร้านไอติม และร้านพิซซา ไม่คิดค่าปูโต๊ะแต่อย่างใด ไม่รู้ว่า โชคดี หรือจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร ??

(เราอาจสังเกตได้จากเมนู ที่ร้านอาหารจีน เขียนไว้ชัดว่า coperto 1.5 ยูโร มีดอกจันทน์ไว้ชัดเจน)

Finally we found a small typical Italian cafeteria. My sister could speak many Italian words. I let her order cappuccino for us (I had quit drinking coffee for more than one and a half years. But my sister insisted that it was Italy. You must drink coffee and eat gelato. Well, I always listened to her. She has been always right. And this time she was right, too. Italian coffee was wonderful.) We finished drinking coffee, got coins, and then back to the metro to buy tickets to the Collosseo.

เดินไปเดินมาก็หาร้านที่น่าเข้าไปลองได้ เป็นแบบอิตาเลียนแท้ ๆ (ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย) พี่ฝรั่งพูดอิตาเลียนได้เยอะ ก็เลยเป็นคนสั่งคาปูชิโนให้พวกเรา และขนมคนละชิ้น (จริง ๆ เลิกกาแฟมาเกินปีครึ่งแล้ว แต่พี่ฝรั่งบอกว่า มาอิตาลีต้องกินกาแฟกับไอติม ปกติเชื่อฟังอยู่แล้ว คราวนี้ก็ไม่ต่างจากเดิม กินก็กินสิน่า ปรากฏว่าอร่อยจริง ๆ ด้วย แต่มีที่น่าสังเกตคือ กาแฟที่อิตาลี ไม่ร้อนเท่าบ้านเรา ทำไมก็ไม่รู้ แต่ก็ยังอร่อยมาก ๆ นี่ขนาดร้านเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ นะ แต่ร้านเล็กแบบนี้คือวิถีชีวิตประจำวัน ราคาไม่แพง รสชาติดี)  ได้เงินทอนมาก็พร้อมจะไปซื้อตั๋วรถเมล์โทรไปโคลอสเซียมแล้ว

(อ้อ ตอนแรกเขาทอนมาเป็นแบงก์กับเศษสตางค์ ใช้ภาษาใบ้ไปมาก็ได้เหรียญมาสมใจ ไชโย!!)

 

ชมสวน ชมบ้าน ที่พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ

มีพี่ที่เคารพรักพูดถึง พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ มานานแล้ว ปลายปีเพื่อนรักกลับมาจากต่างประเทศ จึงได้ฤกษ์ชวนเพื่อนและคุณแม่เพื่อนไปเยือนสถานที่อันร่มรื่นใจกลางกรุงเทพมหานครแห่งนี้เสียทีค่ะ

พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศนี้ตั้งอยู่ในซอยสมคิด ถนนเพลินจิต ข้างเซ็นทรัลชิดลม ถ้าไปรถไฟฟ้า เดินจากห้างก็นิดเดียว หรือจะขับรถไปจอดในพิพิธภัณฑ์เลยก็ได้สะดวกดีค่ะ  เปิดเฉพาะวันพฤหัสและศุกร์ มีรอบให้เข้าชมสามรอบคือ เวลา 11.00 น. 14.00 น. 16.00 น. รอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ราคาบัตรเข้าชม 300 บาท แถมน้ำมะเน็ดเป็น Welcome Drink ให้ แนะนำให้โทรไปจองก่อน เขาจะได้ทราบว่ามากันกี่ท่านและเตรียมมัคคุเทศก์ไว้ แต่ไม่จองก็คงได้เช่นกัน

รายละเอียดอื่น ๆ แนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บไซต์นี้เลยค่ะ www.nailertparkheritagehome.com 

เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งที่ประทับใจเป็นอันดับแรกคือ ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีให้ดูมากพอสมควร มีทั้งต้นเก่าแก่ปลูกมานานมาก และต้นที่ซื้อมาใหม่เพิ่มเติม หลายต้นก็มีรูปทรงเก๋ไก๋ ตามภาพค่ะ

ต้องขอชื่นชมพี่มัคคุเทศก์ของเรามาก ๆ ว่า มีความรู้จริงในทุกสิ่งอย่างของพิพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทุกอณูเลยทีเดียว แค่ต้นไม้แต่ละต้น ได้มาอย่างไร ปลูกเมื่อใด ซื้อมาเมื่อใด ราคาประมาณเท่าใด เป๊ะ มาก ๆ ค่ะ ยังไม่นับตอนพาชมบ้านอีก แต่ละจุด แต่ละมุม เครื่องเรือน เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้แต่ละชิ้น ให้รายละเอียดดีมาก แถมมีรายละเอียดเสริมเรื่องประวัติศาสตร์และเกร็ดความรู้อีกเพียบ รู้เลยว่า เป็นผู้ทำงานอย่างมีความสุขด้วยใจรักค่ะ

มาดูตัวบ้านกันดีกว่าค่ะ มุมนี้น่าจะเห็นกันบ่อย ๆ

นี่อีกมุมหนึ่ง

ตัวบ้านมีเรือนสองหลังติดกัน มีห้องหลายห้องตามการใช้งาน พอไปแต่ละจุด พี่มัคคุเทศก์ก็บรรยาย จนเหมือนเราย้อนยุคกลับไปนั่งในบ้านนายเลิศอย่างนั้นเลย เพลิดเพลินมาก ๆ ค่ะ แถมคุณแม่เพื่อนช่วยบรรยายด้วย เพราะเกิดและเติบโตทันในหลาย ๆ ช่วง เพลินสองเด้งค่ะ มาดูด้านในกันดีกว่า

ชมบ้านไปก็ได้ฟังพี่มัคคุเทศก์เล่าถึงการทำงานและปรัชญาการใช้ชีวิตของนายเลิศ นอกจากจะสนุกสนาน ได้รู้จักนายเลิศและครอบครัวของนายเลิศมากขึ้นแล้ว ยังได้แรงบันดาลใจหลายอย่างด้วย ถ้าถามเรา 300 บาทนี้ คุ้มค่ามาก และเงินที่เขาเก็บก็เอาไปบริจาคด้วย เป็นทริปที่ประทับใจใช้ได้เลยทีเดียว แนะนำให้ไปเยี่ยมชมกันค่ะ ใกล้แค่นี้เอง

(อ้อ ที่บอกว่าเดินชมรอบละชั่วโมงครึ่งนั้น คณะเราใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว เพราะไม่มีคณะอื่น และสนุกสนานทั้งคนนำทัวร์และลูกทัวร์ จนลืมเวลากันเลย ขอบคุณพี่มัคคุเทศก์อีกครั้งคร่า)

 

 

เราไม่ได้พบใครในโลกนี้ ด้วยความบังเอิญ


เราไม่ได้พบใครในโลกนี้ ด้วยความบังเอิญ
ทุกคนผ่านเข้ามา ด้วยเหตุผลบางอย่าง
ผ่านมาให้รัก ผ่านมาให้ไม่รัก
ผ่านมาให้สุข ผ่านมาให้ทุกข์
หรือผ่านมาเฉย ๆ
จะเนิ่นนาน หรือชั่วครู่ …
ผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไป … ทั้งสิ้น
แต่หากผูกพันกันมาก ย่อมพบกันอีก